You are here: Home ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์เอเชีย อินเดียสมัยพุทธกาล

อินเดียสมัยพุทธกาล


อินเดียสมัยพุทธกาล (India in the Time of the Buddha)


ลูกทุ่งคนยาก


 

       บทความขนาดยาวเรื่อง “อินเดียสมัยพุทธกาล” นี้เกิดขึ้นจากความปรารถนาอันแรงกล้าที่ต้องการจะเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยว กับอินเดียศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา เนื่องในมงคลวโรกาส พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กอปรกับความสนใจในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ทางสังคมและวัฒนธรรม และความสนใจในเรื่องราวพุทธประวัติของผู้เขียนอยู่แล้วเป็นพื้น จึงตั้งใจจะศึกษาเรื่องราวสภาพสังคมและวัฒนธรรมตลอดจนเหตุการณ์สำคัญในพุทธ ประวัติที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมอินเดียเมื่อ ๒,๖๐๐ ปีล่วงมาแล้ว โดยรวบรวมและเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากหนังสือตำรา บทความและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จึงขออุทิศกุศลอันหากจะบังเกิดมีจากงานเขียนชิ้นนี้แด่เจ้าของผลงานต่าง ๆ ที่ช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เขียน ให้บทความนี้มีความสมบูรณ์ได้ตามที่ผู้เขียนตั้งความปรารถนาไว้

        ผู้เขียนขอแบ่งการนำเสนอออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑ สภาพสังคมและการเมืองในอินเดียสมัยพุทธกาล และส่วนที่ ๒ เหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาล

 


ส่วนที่ ๑ สภาพสังคมและการเมืองในอินเดียสมัยพุทธกาล


        ดินแดนอินเดียโบราณ ในทางศาสนามักจะเรียกกันว่า “ชมพูทวีป” ในทางภูมิศาสตร์มักเรียกว่า “เอเชียใต้” หรือ “อนุทวีปอินเดีย” ส่วนชาวอินเดียเอง เรียกดินแดนของเขาเองว่า “ภารตวรรษ” (Bharatavarsa) ซึ่งมีความหมายว่า ถิ่นที่อยู่ของชาวภารตะ

        ชื่อ “อินเดีย” มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า “สินธุ” (Sindhu) ซึ่งเป็นชื่อแม่น้ำสายสำคัญทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียโบราณ ต่อมาชาวเปอร์เซียที่เข้ามารุกรานดินแดนแถบนี้ได้เปลี่ยนตัวพยัญชนะ S เป็น H เรียกชื่อดินแดนแถบนี้ว่า Hindu หรือ Hidu ต่อมาพวกกรีกที่เข้ามาในสมัยหลังได้ตัดตัว H ออกแล้วแผลงเป็น Indos ซึ่งเพี้ยนไปเป็น Indus และ India ตามลำดับ ในสมัยต้นชื่อนี้ใช้เรียกเฉพาะดินแดนในบริเวณลุ่มน้ำสินธุ ต่อมาจึงได้ใช้เรียกดินแดนที่เป็นประเทศอินเดียทั้งหมด[๑]

        ในการศึกษาอารยธรรมอินเดียนั้น ต้องทำความเข้าใจเป็นลำดับแรกว่า มิได้จำกัดเฉพาะเป็นอารยธรรมที่ปรากฏอยู่ในขอบเขตของ “ประเทศอินเดีย” ในปัจจุบันเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากประเทศอินเดียในปัจจุบัน คือ ประเทศที่ได้ตั้งขึ้นหลังจากการได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ. ๑๙๔๗ โดยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่รู้จักกันในนามอินเดียมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นความหมายของดินแดนที่เรียกว่า “อินเดีย” และ “อารยธรรมอินเดีย” ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลายาวนานนั้น จึงมีขอบเขตกว้างขวางกว่าประเทศอินเดียในปัจจุบัน โดยอาจเรียกได้ว่าครอบคลุมอาณาเขตของเอเชียใต้โดยรวม ซึ่งในปัจจุบันประกอบด้วยหลายประเทศ ส่วนในอดีตดินแดนเหล่านั้นก็มิได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในทางตรงข้ามจะมีการแบ่งแยกเป็นอาณาจักรหรือแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน มีภาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนาที่แตกต่างกันไป[๒]

        เนื่องจากประเทศอินเดียประกอบขึ้นด้วยอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาล มีเนื้อที่ทั้งหมดเท่ากับทวีปยุโรปไม่นับรวมรัสเซีย โดยเหตุนี้ ลักษณะภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศจึงแตกต่างกันอย่างมากมาย บริเวณภูเขาสูงทางตอนเหนือ รวมทั้งเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมียอดเขาสูงสุดในโลก ยาวขนานไปกับพรมแดนด้านเหนือเป็นระยะทางถึง ๑,๖๐๐ ไมล์ มียอดเขาปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ในขณะที่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีทะเลทรายธาร์ (Thar) อันร้อนระอุและแห้งแล้ง นอกจากนั้นยังมีบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ เช่น ลุ่มน้ำคงคา และลุ่มน้ำสินธุ

        อินเดียเป็นอีกดินแดนหนึ่งในสมัยโบราณที่สภาพทางภูมิศาสตร์มีอิทธิพลอย่าง มากต่อความเป็นไปทางประวัติศาสตร์ อินเดียมีแม่น้ำสายลึก ๆ มีเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยป่าทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและโรคภัยไข้เจ็บ มีทะเลทรายร้อนระอุ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยทางธรรมชาติสำคัญที่ทำให้อินเดียแบ่งออกเป็นแว่น แคว้นใหญ่น้อย ขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน เจริญขึ้นมาเป็นหน่วยทางการเมืองและสังคมที่มีลักษณะโดดเดี่ยว ขาดความสัมพันธ์ยั่งยืนถาวรระหว่างกัน

        ด้านความสัมพันธ์กับภายนอก เทือกเขาหิมาลัยซึ่งยาวเหยียดไปตลอดแนวพรมแดนด้านเหนือของอินเดีย กับชายฝั่งทะเลยาวเหยียดเป็นปราการธรรมชาติที่กันอินเดียออกจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปเอเชีย และช่วยให้อินเดียได้มีโอกาสสร้างสมอารยธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตน อย่างไรก็ตาม เครื่องกีดขวางทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาและทะเล มิได้กันอินเดียให้ปลอดภัยจากการรุกรานภายนอก ปรากฏว่าตั้งแต่สมัยโบราณ อินเดียได้รับภัยจากผู้รุกรานอยู่เสมอ ผู้รุกรานเหล่านี้ได้อาศัยช่องเขาทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือเป็นช่องทางเข้า สู่อินเดียเช่น ช่องเขาไคเบอร์ (Kyber) และช่องเขาโบลัน (Bolan)[๓]

        อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแต่ละอาณาจักรจะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตนซึ่งมีระยะเวลาการ กำเนิด รุ่งเรืองและเสื่อมสลายหมุนเวียนกันไป แต่การที่ยังคงมีการศึกษาอารยธรรมในบริเวณนี้ร่วมกันในฐานะเป็นอารยธรรม อินเดียโดยรวมเนื่องจากภายใต้ความหลากหลายนี้ ยังมีลักษณะร่วมสำคัญทางอารยธรรมอยู่บางประการ คือ เป็นอารยธรรมที่มีพื้นฐานมาจากการวางรากฐานของอารยันซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ โดยมีศาสนาพราหมรณ์-ฮินดูเป็น หลักสำคัญที่กำหนดความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิตและการสร้างสรรค์ทางศิลปะ ถึงแม้ว่าจะมีคนกลุ่มอื่นหรือมีศาสนาอื่นรวมอยู่ด้วย แต่ก็นับว่าเป็นอารยธรรมของอารยันและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คืออารยธรรมกระแสหลักของบริเวณนี้[๔]


๑. อารยธรรมก่อนสมัยพุทธกาล

        เหตุที่ผู้เขียนต้องเริ่มการอธิบายสังคมอินเดียสมัยพุทธกาลจากอารยธรรมยุค โบราณก่อนสมัยพุทธกาลก็เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและความเชื่อของคนอินเดียในสมัยพุทธกาลได้อย่างถ่องแท้และจะทำให้เข้า ใจพระพุทธศาสนาที่บังเกิดขึ้นในสังคมอินเดียสมัยนั้นในฐานะที่เป็น “ปรากฏการณ์ทางสังคม” (Social Phenomenon) ที่มีการเกิดขึ้นและมีพัฒนาการสัมพันธ์อยู่กับสภาพสังคมในยุคนั้น อารยธรรมอินเดียยุคโบราณสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ยุค คือ อารยธรรมสมัยสินธุ และอารยธรรมสมัยอารยัน


        ๑.๑ อารยธรรมสมัยสินธุ เป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ปัจจุบันมีการค้นพบในบริเวณอนุทวีปอินเดีย วิธีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอารยธรรมสมัยสินธุตั้งแต่อดีต คือตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ได้อาศัยการศึกษาทางโบราณคดีเป็นสำคัญ เนื่องจากในระยะนั้นยังเป็นช่วงที่อังกฤษปกครองอินเดียในฐานะอาณานิคมอยู่ ดังนั้นนักโบราณคดีที่มีบทบาทสำคัญจึงเป็นนักโบราณคดีอังกฤษ ชื่อ “เซอร์จอห์น มาร์แชล” (Sir John Marshell) เชื่อกันว่าอารยธรรมสมัยสินธุเป็นอารยธรรมของคนพื้นเมืองเดิมก่อนการรุกราน ของพวกอารยันจากภายนอก มีความเจริญอยู่ระหว่าง ๒,๕๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาล โดยมีระยะเวลาใกล้เคียงกับอารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมีย อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยการศึกษาอารยธรรมสมัยสินธุมีข้อจำกัดประการสำคัญคือ ยังไม่สามารถอ่านตัวอักษรที่ค้นพบได้ จึงทำให้องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับอารยธรรมสมัยนี้มีอยู่อย่างจำกัด ต้องอาศัยการตีความและสันนิษฐานประกอบเป็นอย่างมาก [๕]

              ๑.๑.๑  ที่ตั้ง อารยธรรม สมัยสินธุได้ชื่อตามแหล่งที่มีการขุดค้นความเจริญครั้งแรกบริเวณลุ่มแม่น้ำ สินธุ ส่วนใหญ่ของเขตความเจริญของอารยธรรมนี้จึงอยู่ในประเทศปากีสถานในปัจจุบัน เมืองสำคัญที่ได้มีการขุดค้นในรุ่นแรก ๆ คือ ฮารัปปา (Harappa) ซึ่งอยู่ในแคว้นปัญจาบ (Panjab) และโมเฮนโจดาโร (Mohenjo-Daro) ซึ่งอยู่ในแคว้นซินด์ (Sind)[๖] ต่อมาได้พบร่องรอยความเจริญในรุ่นราวคราวเดียวกันทางตะวันตกเฉียงเหนือของ อินเดียด้วย เช่น เมืองกลิบังคัน (Kalibangan) ในรัฐราชสถาน และเมืองโลธัล (Lothal) ในรัฐคุชราตของอินเดีย[๗] ด้วยเหตุนี้ทำให้ในเวลาต่อมาได้มีข้อเสนอว่าขอบเขตความเจริญของอารยธรรมสมัย สินธุกว้างขวางกว่าเฉพาะแค่ลุ่มน้ำสินธุดังที่เคยเชื่อกันมาแต่ต้น ดังนั้นในที่นี้จึงได้เรียกอารยธรรมอันเก่าแก่ที่สุดในอารยธรรมอินเดียนี้ ว่า “อารยธรรมสมัยสินธุ” แทน “อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ” เพื่อให้ความสำคัญแก่ “อายุ” ของอารยธรรมในรุ่นราวคราวเดียวกันมากกว่า “ที่ตั้ง”[๘]

              ๑.๑.๒  ความเจริญของอารยธรรมสมัยสินธุ ในหัวข้อนี้จะศึกษาถึงความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมสมัยสินธุซึ่งมีความสืบ เนื่องมาจากการขุดค้นทางโบราณคดีตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ โดยการวางรากฐานของนักโบราณคดีชาวอังกฤษ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

                       (๑) ความเป็นอารยธรรมเมืองและมีการวางผังเมือง จากการขุดค้นเมืองสำคัญทั้งโมเฮนโจดาโร ฮารัปปาและเมืองอื่น ๆ ต่างก็พบลักษณะความเจริญในระดับอารยธรรมเมือง มีการวางผังเมืองที่เป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮารัปปาและโมเฮนโจดาโร พบกว่ามีการตัดถนนเป็นตาราง ถนนสายสำคัญวัดความกว้างได้ถึง ๓๓ ฟุต มีอาคารบ้านเรือนอยู่ ๒ ฟาก โดยอาคารเหล่านี้มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไปซึ่งน่าจะขึ้นอยู่กับฐานะของผู้ เป็นเจ้าของ ริมถนนมีทางระบายน้ำเชื่อมต่อออกมาจากอาคารบ้านเรือน มีสระน้ำขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐขนาด ๓๙ r ๒๓ ฟุต และซากสิ่งก่อสร้างซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นยุ้งข้าวใหญ่โต[๙]

                       (๒) พิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้า สมัยสินธุเชื่อว่ามีความคิดเกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้าและการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งน่าจะมีอิทธิพลต่อเนื่องมาสู่อารยันในเวลาต่อมาด้วย หลักฐานที่แสดงถึงความเชื่อและการทำพิธีกรรมนี้มีหลายประการที่สำคัญคือ การพบดวงตราที่มีลักษณะเป็นชาย ๓ หน้า ๓ ตา นั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์ รายรอบด้วยสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นต้นกำเนิดของเทพเจ้าองค์สำคัญของฮินดูในเวลาต่อมา คือพระศิวะในปางที่เรียกว่า ปศุบดี ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งสัตว์ทั้งหลายและเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเชื่อว่าน่าจะมีการโยงความคิดความเชื่อในทางพิธีกรรมเข้า กับการปกครองด้วย เพราะมีการพบประติมากรรมรูปชายมีเคราใบหน้าสงบนิ่งและห่มผ้าเฉียงบ่า ประติมากรรมในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ได้พบในอารยธรรมเมโสโปเตเมียซึ่ง สามารถอ่านตัวอักษรได้แล้วด้วย โดยมีความหมายถึงผู้ปกครองที่เป็นกษัตริย์นักบวช เมื่อเป็นที่ยอมรับว่าเมโสโปเตเมียและอินเดียในสมัยสินธุนี้มีการติดต่อกัน ดังนั้นการพบประติมากรรมในลักษณะนี้ที่อารยธรรมสมัยสินธุก็น่าจะมีความหมาย ทำนองเดียวกัน ในส่วนของโบราณสถานนั้นที่สำคัญคือ ในบริเวณซากเมืองโมเฮนโจดาโรเข้าใจว่ามีส่วนที่เป็นศาสนสถานอยู่ด้วย โดยมีลักษณะเหมือนสระน้ำขนาดใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นที่ชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ ก่อนทำพิธีกรรม เพราะความเชื่อเช่นนี้ยังคงพบได้ในอารยธรรมอินเดียในสมัยต่อมาอันอาจจะ เนื่องจากได้รับอิทธิพลสืบเนื่องจากสมัยนี้ก็เป็นได้[๑๐]

                       (๓) การเป็นอารยธรรมของพวกดราวิเดียน พิจารณาจากหลักฐานที่ค้นพบในสมัยสินธุพบว่ามีความแตกต่างจากอารยธรรมสมัย อารยันอย่างเห็นได้เช่น เช่น การค้นพบประติมากรรมรูปคนซึ่งมีหน้าตาแตกต่างจากพวกอารยัน พวกอารยันสมัยพระเวทดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ตามแบบสังคมชนบท ส่วนลักษณะอารยธรรมสมัยสินธุเจริญขึ้นตามแบบสังคมเมืองใหญ่ ลักษณะเครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธก็ผิดกัน พวกอารยันในสมัยพระเวทรู้จักการใช้เหล็กอย่างแพร่หลาย นำเหล็กมาประดิษฐ์เป็นเกราะและโล่ ซึ่งไม่เคยปรากฏในอารยธรรมสมัยสินธุ พวกอารยันใช้ม้าเป็นพาหนะอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ปรากฏในอารยธรรมสมัยสินธุ นอกจากนี้อารยธรรมสมัยสินธุก็มีความเก่าแก่มากกว่าอารยธรรมอารยัน จึงสรุปกันว่าผู้สร้างอารยธรรมสมัยสินธุนี้เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมก่อนที่ พวกอารยันจะเข้ามารุกราน คนเหล่านี้คือ พวกดราวิเดียน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชนเผ่านิโกรเผ่าหนึ่ง มีรูปร่างเตี้ย ผิวดำ จมูกแบนกว้าง ริมฝีปากหนา มีความแตกต่างจากพวกอารยันอย่างชัดเจน เมื่อพวกอารยันเข้าไปในอินเดียได้รุกรานพวกดราวิเดียนจากทางทิศตะวันตกเฉียง เหนือและขับไล่พวกดราวิเดียนถอยร่นไปทางทิศตะวันออกแถบลุ่มน้ำคงคา บางกลุ่มได้ปะปนสายโลหิตกับพวกดราวิเดียนเกิดเป็นชนกลุ่มใหม่เรียกว่า พวกฮินดู[๑๑]

                       อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาของนักวิชาการชาวอินเดียตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๘๐ เป็นต้นมา ได้มีข้อเสนอใหม่ ๆ หลายประเด็น เช่น ขอบเขตความเจริญน่าจะกว้างขวางกว่าลุ่มน้ำสินธุ (ดังกล่าวแล้ว) ระยะเวลาความเจริญน่าจะเก่าแก่ไปถึง ๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสต์กาล และประเด็นสำคัญซึ่งเป็นที่น่าสนใจและถกเถียงกันมากคือ ผู้สร้างอารยธรรมอาจจะเป็นดราวิเดียนก็ได้ หรืออารยันก็ได้ ทั้งนี้โดยมีการใช้หลักฐานใหม่ ๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักฐานทางโบราณคดี เช่น การศึกษาเทียบเคียงลักษณะตัวอักษรในสมัยต่าง ๆ การตีความจากข้อความในคัมภีร์พระเวท ซึ่งนักวิชาการต่างชาติอาจจะไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง เป็นต้น ประเด็นเรื่องผู้สร้างอารยธรรมสินธุนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และ อารยธรรมอินเดียมาก เพราะถ้าเชื่อว่าเป็นพวกอารยันแล้ว จะทำให้ทฤษฎีที่ว่าอารยันคือผู้รุกรานจากภายนอกต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ได้เป็นข้อสรุป ดังนั้น ในที่นี้จึงยังคงอธิบายตามแนวคิดของนักวิชาการตะวันตกเป็นสำคัญ[๑๒]


        ๑.๒ อารยธรรมอารยัน ในขณะที่ยังไม่ได้ข้อสรุปซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าอารยันคือกลุ่มคน พื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งในอินเดียตั้งแต่สมัยสินธุนั้น ในที่นี้จึงอธิบายสมัยอารยันในฐานที่เป็นสมัยของการรุกรานจากภายนอกและก่อ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารยธรรมครั้งที่สำคัญอันเป็นพื้นฐานของอารยธรรม อินเดียในเวลาต่อมา

             ๑.๒.๑  ภูมิหลังของอารยัน ภูมิหลังของอารยันคือ ราว ๒,๐๐๐ ปีก่อนคริสต์กาลมีชนชาติที่พูดภาษาอินโด-ยุโรเปียน (Indo-European) อยู่ บริเวณรอบ ๆ ทะเลสาปแคสเปียน ต่อมาชนบางกลุ่มในกลุ่มนี้ได้อพยพกระจัดกระจายไปในหลาย ๆ บริเวณ กลุ่มหนึ่งไปทางทิศตะวันตกและกระจายไปเป็นพลเมืองของประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปปัจจุบัน เรียกว่า “ยูโรเปียน-อารยัน” (European-Aryan) พวกที่สองไปทางตะวันตกเฉียงใต้ผ่านหุบเขาออกซัส (Oxus vallry) เข้าไปในอัฟกานิสถานปัจจุบัน หลังจากตั้งหลักแหล่งอยู่ระยะหนึ่ง พวกนี้ก็ขยับขยายไปทางทิศตะวันตกเข้าไปยังเปอร์เซีย พวกนี้เรียกว่า “เปอร์เซียน” (Persian) หรือ “อิเรเนียน” (Iranian) ซึ่งมาจากคำว่า “อารฺยาณามฺ” แปลว่า ดินแดนของชาวอารยะ พวกที่สามไปทางตะวันออกผ่านช่องเขาไคเบอร์เข้าไปในอินเดีย เรียกว่า “อินโด-อารยัน” (Indo-Aryan) ซึ่งเข้ามารุกรานอินเดียเมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาล[๑๓]

                       ชาวอินโดอารยันเป็นพวกกึ่งเร่ร่อน ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ ดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ เป็นสังคมเผ่านักรบ มีความสามารถในการใช้ม้าและรถเทียมม้าที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว การเข้ามาในอินเดียของอารยันนั้นเริ่มเมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาล และเชื่อว่าไม่ได้เป็นการรุกรานเข้ามาในคราวเดียวหรือโดยคนกลุ่มเดียว แต่เป็นการรุกรานในเวลาหลายศตวรรษและเป็นคนหลายกลุ่มซึ่งอาจจะผ่าน ประสบการณ์และผ่านเส้นทางการอพยพที่แตกต่างกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นคนเชื้อสายอารยันด้วยกัน แต่คนเหล่านี้ก็มีความแตกต่างกันในด้านภาษาและวัฒนธรรม ลักษณะความหลากหลายดังกล่าวนี้จึงยังคงปรากฏอยู่ในอินเดียเวลาต่อมา[๑๔]

                       ชาวอารยันเป็นพวกกึ่งเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ดำรงชีวิตอยู่กับการเลี้ยงปศุสัตว์ แม่วัวเป็นสมบัติหรือทรัพย์สินที่มีค่ามาก และอาจเป็นด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้แม่วัวเป็นสัตว์ที่เคารพบูชา มีการห้ามบริโภคเนื้อวัวยกเว้นในบางโอกาสซึ่งถือเป็นเทศกาลพิเศษ คุณค่าในทางเศรษฐกิจของวัวทำให้ค่าควรเคารพดูสูงขึ้นและน่าจะเป็นต้นเค้าของ ทัศนะของคนฮินดูที่ถือว่าวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้พวกอารยันใช้ม้าสำหรับขี่ และในการรบพุ่งใช้ม้าเทียมรถรบ เมื่อเข้ามาในอินเดีย สัตว์ป่าพวกแรกที่พวกอินโดอารยันรู้จักคือ สิงโต เสือและช้างตามลำดับ ช้างเป็นสัตว์ประหลาดในสายตาของพวกอินโดอารยันจึงเรียกช้างว่า มฤคหัสดิน ซึ่งแปลว่าสัตว์ป่าที่มีมือ อันหมายถึงงวงช้าง งูเป็นสัตว์ร้าย แต่แฝงไว้ด้วยพลังและอำนาจ ความหมายนี้อาจมาจากการที่พวกอินโดอารยันได้เกิดขัดแย้งกับชนเผ่านาคาซึ่ง นับถืองู[๑๕]

             ๑.๒.๒  การขยายตัวและตั้งถิ่นฐานของอารยัน พวกอารยันได้เริ่มเข้ามาอินเดียทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเส้นทางนี้ต่อ ไปจะเป็นเส้นทางสำคัญที่อินเดียจะถูกรุกรานจากภายนอกอีกหลายระยะต่อมา จากนั้นอารยันก็ได้ขยายตัวจากทางตะวันตกเข้าไปทางตะวันออก โดยมีการรบพุ่งระหว่างอารยันด้วยกันเองด้วย เพื่อแย่งชิงดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ การขยายตัวของอารยันในระยะแรกนี้จะขยายเข้าไปสู่บริเวณลุ่มแม่น้ำคงคาและต่อ ไปทางตะวันออกถึงแถบเบงกอลเป็นสำคัญ[๑๖]

                       เมื่อตั้งรกรากในอินเดียแล้ว พวกอินโดอารยันก็เริ่มประกอบอาชีพต่าง ๆ กันออกไป มีการเปลี่ยนแปลงจากปศุสัตว์มาเป็นกสิกรรม ทั้งนี้เมื่อพวกอารยันรู้จักการใช้เหล็กแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้ก็ดีกว่าเก่า การหักร้างถางพงก็สะดวกง่ายดายขึ้น เกื้อกูลต่อการอยู่เป็นที่เป็นทางและทำมาหากินด้วยการทำไร่ไถนา ในชั้นต้นถือกันว่าที่ดินเป็นสมบัติร่วมของในหมู่ แต่เมื่อสภาพหมู่เริ่มหมดไปมีการแบ่งที่ดินให้แก่ครอบครัว กลายเป็นสมบัติส่วนตัวจึงเกิดปัญหาตามมา เช่น สิทธิในการครอบครอง การวิวาทกันในสิทธิดังกล่าว ตลอดจนการรับช่วงมรดกที่ดิน เป็นต้น เมื่อสังคมกลายมาเป็นสังคมเกษตรกรรมแล้ว อาชีพอื่น ๆ ก็ตามมา ที่สำคัญ เช่น อาชีพช่างไม้ประกอบรถม้า (chariot) ช่างทำคันไถ ช่างโลหะ ช่างปั้นหม้อ ช่างเครื่องหนัง จากนั้นได้เกิดการค้า เมื่อมีการหักร้างถางพงในดินแดนทางตะวันออกเขตลุ่มน้ำคงคาแล้ว ก็ได้อาศัยแม่น้ำคงคาเป็นเส้นทางคมนาคมเพื่อการค้า มีชุมนุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นบนฝั่งแม่น้ำกลายเป็นตลาดการค้า พวกเจ้าของที่ดินที่มีเงินก็มักจะจ้างคนอื่นทำงานในที่ดินของตนแล้วตัวเอง หันมาจับอาชีพการค้า เพราะมีเวลาว่างและมีเงินทุน จึงเกิดเป็นชุมชนค้าขายขึ้น การค้าในชั้นต้นเป็นเรื่องเฉพาะในท้องถิ่น การแลกเปลี่ยนสินค้า (barter) ปฏิบัติกันทั่ว ๆ ไป ยกเว้นในกรณีที่เป็นการค้ารายใหญ่จะใช้แม่วัวเป็นหน่วยในการบอกราคา[๑๗]

        กล่าวโดยสรุป อารยธรรมยุคโบราณของอินเดียมีจุดเริ่มต้นจากอารยธรรมสมัยสินธุซึ่งเชื่อกัน ว่าเป็นของชนเผ่าดราวิเดียน ต่อมาชนเผ่าดราวิเดียนได้ถูกชนเผ่าอารยันกลุ่มหนึ่งเข้ารุกรานจนบางส่วนถอย ร่นไปอยู่ปลายแดน อีกส่วนหนึ่งถูกจับลงเป็นทาสรับใช้ ต้นเค้าของคติความเชื่อต่าง ๆ ของสังคมอินเดียไม่ว่าจะเป็นศาสนาพราหมณ์และระบบวรรณะล้วนถือกำเนิดขึ้นใน ยุคพระเวทของอารยธรรมอารยันที่พวกอารยันเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้


. ชมพูทวีป

        ชมพูทวีป มาจาก “ชมพุ” ซึ่งแปลว่า ต้นหว้า ชมพูทวีปจึงหมายถึง ทวีปที่กำหนดหมายด้วยต้นหว้า คือมีต้นหว้าเป็นเครื่องหมาย หรือเป็นทวีปที่มีต้นหว้าใหญ่ (มหาชมพู) เป็นประธาน ตามคติโบราณว่ามีสัณฐานเหมือนเกวียน ชมพูทวีปเป็นชื่อที่ใช้เรียกดินแดนซึ่งเป็นปัจจุบันประกอบด้วยสาธารณรัฐ อินเดีย สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน สหพันธ์สาธารณรัฐเนปาลและราชอาณาจักรภูฏาน


        ๒.๑ พื้นที่ของชมพูทวีป

              ชมพูทวีปที่นักภูมิศาสตร์มักเรียกว่า “อนุทวีปอินเดีย” ซึ่งเป็นเสมือทวีปเล็กซ้อนอยู่ในทวีปใหญ่ เนื่องจากความหลากหลายดังกล่าวข้างต้นนั้น สามารถแบ่งพื้นที่ตามลักษณะภูมิประเทศออกเป็น ๓ ภาค ได้แก่ ฮินดูสถาน เดคคานและทมิฬ

              ๒.๑.๑  ฮินดูสถาน (Hindustan) ได้แก่ อินเดียตอนเหนือตั้งแต่ตอนล่างของเทือกเขาหิมาลัยลงมาจรดแม่น้ำนาร์บัด (Narbada) เทือกเขาวินธัย (Vindhyas) และสัตปุระ เป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญคือลุ่มน้ำคงคาและยมุนา เรียกว่า “Doab” อันมีความหมายว่า “แม่น้ำสองสาย” ถือเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมกระแสหลักของอินเดีย และในปัจจุบันยังเป็นเขตที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดและเป็นศูนย์ กลางของประเทศในทุก ๆ ด้านอีกด้วย

              ๒.๑.๒  เดคคาน (Deccan) ได้แก่ บริเวณที่ราบสูงตอนกลางของประเทศซึ่งขนาบด้วยเทือกเขาคาธตะวันตก (Western Ghats) และคาธตะวันออก (Eastern Ghats) ซึ่งขนานไปกับชายฝั่งทะเล เทือกเขาคาธตะวันตกสูงกว่าตะวันออกทำให้แม่น้ำส่วนใหญ่ไหลจากฝั่งตะวันตกไป ลงทะเลด้านตะวันออก

              ๒.๑.๓  ทมิฬ (Tamil) ได้แก่ บริเวณปลายคาบสมุทร ตอนใต้ของแม่น้ำกฤษณา ไปจรดปลายแดน เป็นถิ่นของชาวพื้นเมืองดราวิเดียนและทมิฬ [๑๘]


        ๒.๒ ประชากรของชมพูทวีป

              ในชมพูทวีปมีชนเผ่าที่อาศัยอยู่ ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

              ๒.๑ ชนชาติดราวิเดีย (Dravidian) หรืทราวิฑ หรือมิลักขะ เป็นชนพื้นเมืองเจ้าถิ่นเดิม อาศัยอยู่ก่อน มีผิวดำ รูปร่างเตี้ย จมูกกว้าง ริมฝีปากหนา เชื่อว่าเป็นเจ้าของอารยธรรมสมัยสินธุ ต่อมาพ่ายแพ้ต่อผู้รุกรานชาวอารยันจึงถูกนำลงเป็นทาส ที่ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ทัสยุ” (Dasyus) เป็นที่ดูถูกในหมู่อารยันว่ามีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด หยาบคายและป่าเถื่อน

              ๒.๒ ชนชาติอารยัน (Aryan) หรืออริยกะ เป็นพวกอินโด-ยุโรเปี้ยน ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ จมูกโด่ง ชำนาญการขี่ม้ายิงธนู ได้ยกข้ามเทือกเขาหิมาลัย คาราโครัม และฮินดูกูชมารุกไล่เจ้าของถิ่นเดิม จนร่นถอยไปอยู่ปลายแดนแถบคาบสมุทรเดคคานและเขตทมิฬ แล้วตนเองเข้ายึดครองดินแดนตอนกลางไว้แทน

              ชมพูทวีปเป็นดินแดนแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา ในยุคก่อนและสมัยพุทธกาลถูกจัดแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือ มัฌชิมชนบทหรือมัธยมประเทศ หมายถึง เขตใจกลางอันเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ (ตรงกับเขตฮินดูสถานในทางภูมิศาสตร์) และปัจจันตชนบทหรือปัจจันตประเทศ หมาย ถึง หมายถึงส่วนรอบนอก หรือชายแดน ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของอินเดีย ข้ามพ้นเทือกเขาวินธัยลงไปทางใต้แถบคาบสมุทรเดคคาน (ตรงกับเขตเดคคานและทมิฬในทางภูมิศาสตร์)

              แผ่นดินที่จัดว่าเป็นมัชฌิมประเทศ มีอาณาเขตคือ

              ทิศบูรพา (ตะวันออก) สิ้นสุดที่นครมหาศาล

              ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) สิ้นสุดที่แม่น้ำสัลลวตี

              ทิศทักษิณ (ใต้) สิ้นสุดที่เสตกัณณิกนิคม

              ทิศปัจจิม (ตะวันตก) สิ้นสุดที่ถูกคาม

              ทิศอุดร (ทิศเหนือ) สิ้นสุดที่ภูเขาอุสีรธชะ

              ชมพูทวีปสมัยพุทธกาลมีบ้านเมืองที่รวมกันเป็นแว่นแคว้นน้อยใหญ่ แบ่งออกเป็น ๑๖ แคว้นใหญ่ และ ๗ แคว้นเล็กที่ถูกกล่าวถึงในพระไตรปิฎก โดยมีผู้ปกครองประจำแคว้นเหล่านี้ปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือมีพระราชามีอำนาจเด็ดขาด เช่น แคว้นมคธ แคว้นโกศล กับที่ปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม คือมีสภาเป็นผู้บริหารบ้านเมือง เช่น แคว้นมัลละ แคว้นวัชชี ผู้ปกครองแผ่นดินเมื่อก่อนนั้นเรียกว่า “ราชา” (Raja) ในสมัยก่อนพุทธกาล การปกครองยังอยู่ในรูปของเผ่า จนมาถึงสมัยพุทธกาลจึงมีการแบ่งเขตเป็นแคว้นต่าง ๆ ชัดเจน การปกครองโดยแบ่งเป็นแคว้น มีมหาราชาเป็นผู้ปกครองนี้ได้มีสืบเนื่องมาจนถึงอินเดียได้รับเอกราช พ.ศ. ๒๔๙๐ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จึงยกเลิกระบบเจ้าครองนคร สมัยนั้นความสำนึกว่าเป็น “ชาติอินเดีย” ยังไม่เกิด ยังคงเป็นความสัมพันธ์แบบบ้านเมืองในสมัยโบราณหรือที่นักประวัติศาสตร์บาง ท่านเรียกว่า “รัฐจารีต” นั่นเอง สำหรับแคว้นใหญ่ ๑๖ แคว้น และเล็ก ๗ แคว้น ตามที่ปรากฏในอุบาลี อุโปสถสูตร ติกนิบาตอังคุตตรนิกาย และที่ได้รวบรวมจากเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ มีดังนี้[๑๙]


 

ที่

ชื่อแคว้น

เมืองหลวง

ผู้ปกครอง

ที่ตั้งปัจจุบัน

อังคะ (Anga)

จัมปา (Champâ)

พระเจ้าธตรัฏฐะ

เมืองภคัลปุร (Bhagalpur) รัฐพิหาร

มคธ (Magadha)

ราชคฤห์ (Rajagaha)

พระเจ้าพิมพิสาร

เมืองปัตนะ (Patna) เมืองคยา (Gayâ) และเมืองราชคีร (Râjgrha) รัฐพิหาร

กาสี (Kasi)

พาราณสี

พระเจ้าพรหมทัตต์

เบนาเรส บริเวณที่แม่น้ำคงคาบรรจบกับแม่น้ำยมุนา

รัฐอุตตรประเทศ

โกศล (Kosala)

สาวัตถี

พระเจ้าปเสนทิโกศล (Pasendi)

สาเห็ต-มาเห็ต รัฐอุตตรประเทศ

วัชชี (Vajji)

เวสาลี (Vesâli)

คณะเจ้าวัชชีบุตรหรือกษัตริย์ลิจฉวี (Licchavis)

อำเภอมูซัฟฟาร์ปุร (Muzaffarpur) เบสาร์ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคันธกะ รัฐพิหาร

มัลละ (Malla)

กุสาวดี ภายหลังแยกเป็นปาวา (Pâvâ) และกุสินารา (Kusinârâ)

คณะเจ้ามัลละกษัตริย์

เมือง กุสินาราคืออำเภอกาเซีย (Kasia) ซึ่งอยู่ใกล้กับจังหวัดโครักขปุระ (Korakkhapur) รัฐอุตตรประเทศ ส่วนเมืองปาวาคือเมืองปาเทรานะ (Pâdrâuna)

เจตี (Cheti)

โสตถิวดี

พระเจ้าอุปริจรา

เมืองบุนเดลขัณฑ์ (Bundelkhand) ตอนใต้ของรัฐอุตรประเทศและตอนเหนือของรัฐมัธยมประเทศ

วังสะ (Vamsa)

โกสัมพี

พระเจ้าอุเทน

หมู่บ้านเกาสัม (Kâusam) เมืองอัลลาฮาบัด (Allahabud) ใต้แม่น้ำยมุนา รัฐอุตตรประเทศ

กุรุ (Guru)

อินทปัตถ์

พระเจ้าโกรัพยะ

เขตเดลฮี (Delhi) รัฐปัญจาป กับบางส่วนของรัฐอุตตรประเทศและรัฐหรยานะ

๑๐

ปัญจาละ (Panchala)

กัมปิลละ (Kampilla) และอหิฉัตระ

-

จังหวัดบเรลลี รัฐอุตตรประเทศ

๑๑

มัจฉะ (Maccha) หรือมัตสยะ (Matsya)

วิราฏ

-

เมืองชัยปุร (Jâipur) รัฐราชสถาน

๑๒

สุรเสนะ (Surasena)

มถุรา (Mathura)

พระเจ้ามธุรราช อวันตีบุตร

เมืองมัตตรา ระหว่างแม่น้ำสินธุและแม่น้ำยมุนาตอนล่าง รัฐอุตตรประเทศ

๑๓

อัสสกะ (Assaka)

โปตลิหรือโปตละ

-

ลุ่มแม่น้ำโคธาวารี (Godâvarî) จังหวัดโอรังคาบาด รัฐมหาราษฎร์

๑๔

อวันตี (Avanti)

อุชเชนีและมาหิศมตี

พระเจ้าจันทปัชโชติหรือปรัทโยต (Pradyota)

เมืองมาลวะ (Mâlva) อุชเชน รัฐมัธยมประเทศ

๑๕

คันธาระ (Gandhara)

ตักกศิลา

พระเจ้าปุกกุสาติ

จังหวัดเปษวาร์ และราวัลปินดี แห่งประเทศปากีสถาน

๑๖

กัมโพชะ (Kamboja)

ทวารกะ (Dvârka)

-

รัฐแคชเมียร์ บางส่วนของปากีสถานและบางส่วนของอัฟกานิสถาน

๑๗

สักกะ (Sakka)

กบิลพัสดุ์ (Kapilavastu)

ราชวงศ์ศากยะ (Shâkyas)

อำเภอโครักขปุร (Gorakkhapur) เนปาล

๑๘

โกลิยะ (Koliya)

เทวทหะ หรือรามคาม (Râmagrâma)

ราชวงศ์โกลิยะ

เนปาล

๑๙

ภัคคะ (Bhagga)

สุสุงมารคิรี

เจ้าภัคคะ

เนปาล

๒๐

วิเทหะ (Videha)

มิถิลา (Mithila)

-

อำเภอทารภังคะ (Dârbhanga) เมืองชนัคปุร เนปาล

๒๑

อังคุตตราปะ (Anguttarapa)

เป็นเพียงนิคมชื่ออาปณะ

-

บังกลาเทศ

๒๒

มัททะ (Madra)

สาคละ

-

แคว้นปัญจาป ในปากีสถาน

๒๓

สุนาปรันตะ (Sunaparanta)

สุปปารกะ

-

รัฐคุชราต


๓. ระบบวรรณะ (Caste system or Varna system)

        วรรณ หรือ พรรณ แปลว่า สี แนวคิดพื้นฐานของระบบวรรณะคือการแบ่งคนออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามสีผิวและอาชีพที่ตกทอดกันมาในตระกูลเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ปกครอง และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้อยู่ใต้ปกครอง ประชาชนชาวชมพูทวีปจึงถูกแบ่งออกเป็น ๔ ชนชั้น เรียกว่า “วรรณะ ๔” ได้แก่

        (๑) พราหมณ์ (Brahmana) จำพวกเล่าเรียน จัดเป็นพวกชั้นสูงสุดในสังคม มีกำเนิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม เป็นตัวแทนของความคิด สติปัญญา ได้แก่ พวกนักบวช นักปราชญ์ ครูอาจารย์ มีหน้าที่ในการศึกษาคัมภีร์พระเวท สั่งสอนศิลปวิทยาการชั้นสูง ประกอบพิธีกรรมที่ต้องติดต่อกับเทพเจ้า ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาของพวกกษัตริย์ สีประจำวรรณะคือสีขาว

        (๒) กษัตริย์ (Kshatriya) จำพวกเจ้า จัดเป็นพวกชั้นสูง มีกำเนิดจากพระพาหา (แขน) ของพระพรหม จึงเป็นตัวแทนแห่งพละกำลังที่ต้องคอยจับอาวุธต่อรบกับศัตรู ได้แก่ นักรบ นักปกครอง เสนาอำมาตย์ต่าง ๆ มีหน้าที่ปกป้องและบริหารบ้านเมือง สีประจำวรรณะคือสีแดง

        (๓) แพศย์ (Vaishya) จำพวกพลเรือน จัดเป็นพวกชั้นสามัญหรือชนชั้นกลาง บ้างว่ากำเนิดจากพระโสณี (ตะโพก) บ้างว่าจากพระอูรุ (โคนขา) ของพระพรหม เป็นตัวแทนของระบบเศรษฐกิจที่ค้ำจุนบ้านเมืองไว้ ได้แก่ พ่อค้า เกษตรกร ช่าง สีประจำวรรณะคือสีเหลือง

        (๔) ศูทร (Shudra) จำพวกกรรมกร จัดเป็นพวกชั้นล่าง มีกำเนิดจากพระบาทของพระพรหม ได้แก่ พวกกรรมกร ผู้ใช้แรงานและทาสรับใช้ ไม่มีสีประจำวรรณะ จะใช้สีอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สีของวรรณะทั้งสามข้างต้น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีดำและสีเข้มอื่น ๆ


        ๓.๑ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เมื่ออินโดอารยันเข้ามาในอินเดียสมัยต้น ๆ มีการแบ่งคนในสังคมออกเป็น ๓ ชั้น คือ นักรบ นักบวช และสามัญชน ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องวรรณะยังไม่มี การประกอบอาชีพก็ยังไม่ถือเป็นเรื่องสืบตระกูลหรือแม้แต่กฏเกณฑ์การควบคุม การแต่งงานภายในชั้นต่าง ๆ ก็ยังไม่มี ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร การแบ่งคนออกเป็น ๓ ชนชั้น เป็นการจัดกลุ่มชนในทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างง่าย ๆ การปฏิบัติที่จะนำไปสู่ระบบวรรณะ คือการกีดกันระหว่างพวกอารยันและพวกที่อารยันเรียกว่า “ทาส” ซึ่งได้แก่พวกดราวิเดียนซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่ชาวอารยันรังเกียจรูปร่าง หน้าตาตลอดจนผิวพรรณ ถือว่าการคบค้าสมาคมด้วยจะทำให้ตนต้องสูญเสียความเป็นอารยันไป ซึ่งก็คือการเหยียดสีผิว (racism) ประเภทหนึ่งนั่นเอง เป็นการเหยียดสีผิวระหว่างอารยันที่ขาวสะอาดและทาสที่ดำสกปรก และเมื่อเวลาผ่านไปการกีดกันนี้ก็รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือของอินเดีย ซึ่งการปะปนระหว่างพวกอารยันและชาวพื้นเมืองมีมากขึ้นและเป็นสิ่งหลีกเลี่ยง ได้ยาก[๒๐] แม้ว่าชาวอารยันจะดูถูกเหยียดหยามชาวสินธุ (ดราวิเดียน) แต่ก็มีหลักฐานว่าชาวอารยันจำนวนมากที่ได้ปะปนสายโลหิตกับพวกทาสไปแล้ว โดยการแต่งงานอยู่กินกันระหว่างชายชาวอารยันและทาสหญิงชาวสินธุ ครั้นนาน ๆ เข้า พวกอารยันก็มารู้สึกว่าพวกตนเองจะถูกกลืนชาติโดยพวกดราวิเดียนที่มีจำนวน มากกว่า ถ้าหากไม่ห้ามการแต่งงานระหว่างชนทั้งสองพวก[๒๑] การกีดกันในระบบวรรณะจึงเกิดขึ้นเพื่อพยายามรักษาสถานภาพความเป็นชนผิวขาวและความเป็นผู้ปกครองของอารยันไว้โดยถือว่าอารยันเป็น “ทวิชาติ” คือเป็นผู้มีกำเนิด ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นการกำเนิดในครรภ์มารดา ครั้งที่สองคือเมื่อผ่านพิธีรับเข้าสู่วรรณะ[๒๒]


        ๓.๒ มูลเหตุที่ทำให้เกิดวรรณะ

             ๓.๒.๑ ด้านตำนาน ได้แก่ ตำนานเกี่ยวกับยุคซึ่งเชื่อว่า มนุษย์ถือกำเนิดในยุคที่ต่างกัน ยุคกฤดายุคเกิดพราหมณ์ ยุคไตรดายุคเกิดกษัตริย์ ทวารบรยุคเกิดแพศย์ กลียุคเกิดศูทรและจัณฑาล และตำนานองคาพยพของพระพรหมกล่าวว่า ทรงสร้างพราหมณ์จากพระโอษฐ์ สร้างกษัตริย์จากพระพาหา สร้างแพศย์จากพระอูรุ และศูทรจากพระบาท

             ๓.๒.๒  ด้านสังคมวิทยา เชื่อว่า สีผิวหรือเผ่าพันธุ์เป็นตัวกำหนดวรรณะ โดยพวกอารยันซึ่งรบชนะและปกครองชนพื้นเมือง ใช้ความเชื่อในศาสนาพราหมณ์เป็นเครื่องมือในการแบ่งคนเพื่อความสะดวกในการ ปกครอง และเพื่อรักษาฐานะของพวกตนไว้ให้ได้เปรียบในสังคมต่อไปอย่างยาวนาน โดยเผ่าอารยันเป็น ๓ วรรณะแรก และเผ่ามิลักขะหรือเผ่าที่ล้าหลังอื่น ๆ จัดเป็นพวกศูทร[๒๓]

                       แท้จริงแล้วเบื้องหลังของระบบวรรณะคือแนวคิดการเหยียดสีผิว (racism) ที่พวกอารยันใช้ในการปกครองพวกคนพื้นเมืองคือดราวิเดียน เพื่อกีดกันความบริสุทธิ์แห่งเชื้อสายของตนมิให้พวกดราวิเดียนเข้ามามีโอกาส ผสมกลมกลืนกับเผ่าพันธุ์ของตนนั่นเอง


        ๓.๓ กลไกของระบบวรรณะ

             ๓.๓.๑  การแข่งขันระหว่างวรรณะ

                       - วรรณพราหมณ์และวรรณะกษัตริย์ แข่ง ขันกันอยู่เสมอว่าใครจะสูงกว่ากัน ในสมัยโบราณพวกพราหมณ์จะชนะอยู่ตลอด เพราะพราหมณ์ฉลาดกว่าและได้ศึกษาคัมภีร์พระเวท อ้างตนว่าติดต่อกับเทพเจ้าได้ เชื่อว่าปัญญาเหนือกว่ากำลังกาย ต่อมาในสมัยพุทธกาล กษัตริย์ก็ศึกษาคัมภีร์พระเวทจากพราหมณ์นั่นเอง และออกบรรพชาแสวงหาปรัชญาแห่งการหลุดพ้นบ้าง จนที่สุดก็มีความรู้เหนือพราหมณ์และค้นพบหลักการใหม่ ๆ และสามารถสอนสั่งจนพวกพราหมณ์ยอมเป็นสาวกได้ วรรณะกษัตริย์ที่ว่านี้ ได้แก่ เจ้าชายสิทธัตถะ ต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมหาวีระ ต่อมาได้เป็นศาสดาของศาสนาเชน[๒๔] ที่รู้จักกันในชื่อ “นิครนถนาฏบุตร” (นิครนถ์ แปลว่า ผู้ปราศจากเครื่องร้อยรัด คือเปลือยกายนั่นเอง)

                      - แพศย์ ไม่ต้องแข่งกับวรรณะใด แต่แข่งขันกันเองเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวย

             ๓.๓.๒  ความสัมพันธ์ข้ามวรรณะ กษัตริย์และพราหมณ์ ถือตนเองว่า เป็นคนมีวรรณะสูง จึงรังเกียจพวกที่มีวรรณะต่ำ ไม่ยอมร่วมกินร่วมนอน จะแต่งงานกับคนในวรรณะของตนเท่านั้น ถ้าหากหญิงที่เป็นนางกษัตริย์ หรือ พราหมณี ไปแต่งงานกับชายที่เป็นแพศย์ หรือ ศูทร บุตรที่เกิดมาจะถูกเรียกว่าเป็นคน “จัณฑาล” เป็นคนนอกวรรณะซึ่งมีสถานะต่ำว่าวรรณะศูทรลงไปอีก เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป เรียกกันว่าเป็นพวกแตะต้องไม่ได้ (untouchable) โดยถือว่าเป็น “กาลกิณี” หรือ “เสนียดจัญไร” หากบ้านใครมีพวกจัณฑาลเดินผ่านหน้าบ้านจะต้องนำน้ำนมมาล้างหน้าบ้านกันเลยที เดียว

                       บุตรที่เกิดจากการแต่งงานข้ามวรรณะเรียกว่า “วรรณสังกร” ซึ่งมีมากมายและวรรณลูกผสมแต่งงานกันเกิดเป็นวรรณะต่าง ๆ ไปอีกมากถึง ๓,๐๐๐ วรรณะย่อย[๒๕]

                       จัณฑาลบางคนต้องการศึกษาเล่าเรียน จึงปลอมเป็นพราหมณ์เข้าเรียนในสำนักต่าง ๆ พอถูกจับได้ก็ถูกไล่ออก แม้อาจารย์บางท่านจะไม่รังเกียจ แต่เพื่อนร่วมสำนักรังเกียจมากก็ต้องให้ออก พวกศูทรก็เรียนพระเวทไม่ได้ ใครท่องบ่นเล่าเรียน หากถูกจับได้ จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงถึงตัดลิ้น[๒๖]

                       พวกพราหมณ์เองก็ต้องระวังตัว ถ้าเผลอไปร่วมกินร่วมนอนกับพวกศูทรหรือจัณฑาลเข้าจะต้องถูกไล่ออกจากหมู่ การถือวรรณะที่เคร่งครัดเช่นนี้ เป็นพื้นฐานทางสังคมที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของสังคมอินเดียไปเสียแล้ว (แม้ในปัจจุบันก็ยังหลงเหลืออยู่) พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของการถือวรรณะ ทรงประทานอนุญาตให้คนทุกวรรณะอุปสมบทและเป็นพุทธมามกะได้โดยเสมอกัน ให้เคารพนับถือกันตามอาวุโส รับสั่งว่า “คนเราไม่ได้ดีหรือเลวเพราะวรรณะ หากแต่ดีหรือเลวเพราะการกระทำของตนเอง”[๒๗]

                       พระธรรมและพระวินัยของพระพุทธองค์จึงนับเป็นการ “ท้าทาย” ระบบความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมอินเดียขณะนั้นและไป “กระทบ” โดยตรงต่อคำสอนของพราหมณ์

             ๓.๓.๓  กลไกที่แท้จริงของระบบวรรณะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแบ่งคนในสังคมออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ๔ กลุ่มดังที่กล่าวมาแล้ว สามวรรณะแรกน่าจะเป็นโครงสร้างทางสังคมอย่างกว้าง ๆ ที่พวกพราหมณ์กำหนดขึ้น ด้วยเจตนารมณ์จัดกลุ่มชนที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ กันเข้าไว้เป็นระเบียบ ส่วนวรรณะที่ ๔ กำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากเชื้อชาติและอาชีพ

                       ระบบวรรณะมั่นคงและสืบเนื่องต่อเนื่องกันมาได้โดยไม่ขาดสาย เพราะการกำหนดให้เป็นเรื่องสืบตระกูล ตลอดจนการกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เช่นระเบียบการสมรส มีกฎเกณฑ์มากมายเกี่ยวกับการสมรสภายในวรรณะ นอกวรรณะหรือระหว่างวรรณะ[๒๘] นอกจากวรรณะทั้ง ๔ ที่กล่าวแล้ว ยังมีวรรณะย่อยอีกมากมาย วรรณย่อยหรือ “ชาติ” มีความหมายเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชีพของประชาชน โดยเหตุนี้ความสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวฮินดู จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับวรรณทั้ง ๔ เพราะสังคมในส่วนรวมขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กันและการปรับให้เหมาะกันใน กลุ่ม “ชาติ” มากกว่าระหว่างวรรณะทั้ง ๔ ระบบวรรณะโดยแท้จริงแล้วจึงเป็นเพียงโครงสร้างทางสังคมแต่ในทางทฤษฎีเท่า นั้น หาใช่กลไกที่แท้จริงของสังคมไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างชาติซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดหรือความชำนิชำนาญในการงาน และการอาชีพ ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันในทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมากกว่า ในชีวิตทางสังคมไม่มีการยับยั้งโดยอัตโนมัติในการเคลื่อนตามแนวตั้งภายใน ระบบ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของคนทั้งกลุ่มเป็นส่วนรวม บุคคลแต่ละคนที่ไม่พอใจในฐานะของตนอาจไปรวมกลุ่มกับพวกที่คัดค้านระบบวรรณะ ก็ได้[๒๙]


        ๓.๔ ทัศนะและวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนาต่อระบบวรรณะ

             ๓.๔.๑  ในทางทฤษฎี

                       (๑)  ต่อต้านและหักล้างความเชื่อถือในเรื่องวรรณะด้วยการเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของ โลกและสังคมโดยการกระทำของมนุษย์ แทนทฤษฎีการสร้างโลกและบันดาลความเป็นไปในสังคมโดยพระผู้เป็นเจ้า

                       (๒)  มิให้ถือชาติกำเนิดเป็นเครื่องแบ่งแยกและวัดความสูงต่ำของมนุษย์ ให้ถือคุณธรรมความสามารถและความประพฤติปฏิบัติเป็นเครื่องแยกวัดความทรามและ ความประเสริฐของมนุษย์

                       (๓) สอนให้ตระหนักว่าวรรณะไม่สามารถกีดกั้น จำกัดขอบเขตความสามารถของมนุษย์ บุคคลทุกคนไม่ว่าเกิดในวรรณะใดก็มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน และสามารถทำตนให้ดีเลวได้จนถึงที่สุดเท่า ๆ กัน ควรได้รับสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกันในการที่จะเลือกทางชีวิตและการปฏิบัติ ของตนเอง

             ๓.๔.๒  ในทางปฏิบัติ

                       (๑)  ตั้งคณะสงฆ์อันเป็นสังคมปราศจากวรรณะ และรับคนจากทุกวรรณะเข้ามาสู่ความมีฐานะและสิทธิเท่าเทียมกัน และวางระบบสังคมพุทธบริษัทที่จะช่วยค้ำจุนสังคมปราศจากวรรณะไว้

                       (๒)  บัญญัติความหมายและสร้างความรู้สึกใหม่ ๆ ให้กับถ้อยคำต่าง ๆ ที่แสดงความแบ่งแยกชนชั้นเท่าที่มีใช้อยู่ในสมัยนั้นให้เป็นไปตามวัตถุ ประสงค์ที่จะวัดคนด้วยคุณธรรม มิใช่ชาติกำเนิด เช่นคำว่า “อริยะ” “อารยะ” “พราหมณ์” “จัณฑาล” เป็นต้น[๓๐]


๔. ระบอบการปกครอง

        ในทางการเมืองการปกครอง พวกอินโดอารยันอยู่กันเป็นหมู่หรือเผ่า (tribe) มีหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าที่เป็นผู้นำ การปกครองเป็นไปในลักษณะพ่อบ้านปกครองลูกบ้าน (patriarchal) เมื่อเวลาผ่านไปความจำเป็นที่ต้องมีผู้คุ้มครองหมู่ที่มีความสามารถมีมาก ขึ้น จึงมีการเลือกผู้ที่เข้มแข็งและสามารถขึ้นเป็นหัวหน้า หัวหน้าที่ได้รับเลือกจะเริ่มได้อภิสิทธิ์ในรูปการปกครองระบอบกษัตริย์ทีละ เล็กละน้อย แต่ละหมู่จะมีสภาของหมู่บ้านทำหน้าที่ช่วยหัวหน้าหมู่ปกครอง เรียกว่า สภา (Sabha) และ สมิติ (Samiti)[๓๑] หน้าที่ที่แน่นอนของสถาบันทั้งสองเราไม่มีหลักฐาน อาจเป็นได้ว่า สภาเป็นที่ชุมนุมของพวกผู้เฒ่าในหมู่ และสมิติเป็นชุมนุมของราษฎรทั้งหมู่ ในบางหมู่ที่ไม่มีการเลือกหัวหน้าขึ้นมาเป็นกษัตริย์ สภาทั้ง ๒ ทำหน้าที่รัฐบาลปกครอง กรณีหลังนี้มีอยู่น้อย โดยทั่วไปแล้วหน่วยทางการเมืองคือ หมู่ที่มีกษัตริย์ปกครอง หมู่นี้คืออาณาจักรเล็ก ๆ (Tribal Kingdoms) มีประมุขคือกษัตริย์ผู้มีอำนาจพิเศษ กษัตริย์ในยุคพระเวทมีหน้าที่สำคัญสองประการคือ เป็นผู้นำทัพ ความเชี่ยวชาญในการสงครามและความสามารถในการปกป้องให้ความปลอดภัยแก่หมู่ เป็นเครื่องประกันความมั่นคงให้แก่ตำแหน่ง กษัตริย์ได้รับบรรณาการเป็นสิ่งของ ตามความสมัครใจของราษฎรในหมู่ ไม่มีการเรียกส่วยสาอากร ไม่มีสิทธิ์เหนือที่ดินใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่จะได้รับคือ ทรัพย์สินที่ได้มาจากการปล้นสะดมหมู่อื่นหรือจากเชลยที่แพ้สงคราม ในทางศาสนาบทบาทของกษัตริย์ในชั้นต้นมีน้อย พราหมณ์หรือนักบวชทำหน้าที่ส่วนใหญ่ แต่ภายหลังฐานะทางศาสนาของกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป สืบเนื่องจากความคิดที่ยกย่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพ ดังนั้นจึงเกิดพิธีกรรมต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้ตำแหน่งกษัตริย์ดูศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงเทพเจ้า พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธี เพราะถือว่าพราหมณ์เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์และพราหมณ์จึงเกิดขึ้น เมื่ออำนาจของกษัตริย์มีมากขึ้น ความโน้มเอียงในทางที่ทำให้ตำแหน่งกษัตริย์เป็นตำแหน่งสืบตระกูลจึงมีมาก ขึ้น ฐานะของสภาและสมิติก็เปลี่ยนไป สถาบันทั้ง ๒ อาจยับยั้งกษัตริย์ได้ แต่อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ผู้เป็นกษัตริย์[๓๒]

        ในยุคพระเวทมีระบบการบริหารการปกครองแบบง่าย ๆ มีกษัตริย์เป็นหัวหน้า ในแต่ละอาณาจักร (tribal Kingdoms) ประกอบขึ้นด้วยหน่วยที่เรียกว่า ชน (อ่านว่า ชะนะ) วิศ และคาม ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ชน วิศ และคาม แตกต่างกันอย่างไร และในบางโอกาสใช้แทนกันได้ หน่วยเล็กสุดคือ ครอบครัว หรือกุล มีหัวหน้าคือบุรุษสูงอายุที่สุดเป็นหัวหน้า เรียกว่า กุลป กษัตริย์มีคณะที่ปรึกษาช่วยในการปกครองและมีตำแหน่งราชการที่สำคัญ ๒ ตำแหน่งคือ ปุโรหิต เป็นทั้งพราหมณ์ โหร และที่ปรึกษา กับตำแหน่งเสนาบดี เป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทัพ ตำแหน่งรอง ๆ ลงไป คือ ผู้สอดแนม ม้าใช้ หลักฐานสมัยหลัง มีกล่าวถึงตำแหน่งสารถึ และขุนคลัง เป็นต้น[๓๓]

        ต่อมาในปลายยุคพระเวทอำนาจของพระราชามีมากขึ้น เพราะได้มีการโยงเอาสถาบันกษัตริย์กับเทพเจ้าเข้าด้วยกัน คือถือว่าเทพเจ้าได้มอบสมบัติอันน่านับถือต่างๆ ให้แก่พระราชา แต่ถึงแม้ว่าอำนาจของพระราชามีมากในยุคนี้ แต่พระราชาก็มิได้ทรงเป็นเผด็จการ เพราะถ้าพระราชาประพฤตินอกทางธรรมะ ประชาชนมีสิทธิขับไล่ต่อต้านพระราชา

        แว่นแคว้นต่าง ๆ ในสมัยพุทธกาลทั้ง ๒๓ แว่นแคว้นที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้านี้ มีระบอบการปกครองใน ๒ รูปแบบ


        ๔.๑ แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตย (Monarchy) คือแคว้นที่ให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองบ้านเมืองขึ้นอยู่กับพระมหา กษัตริย์ที่เรียกว่า “ราชา” (Raja) แต่อาจทรงมอบหมายอำนาจให้พระบรมวงศานุวงศ์ หรือปุโรหิต ข้าราชบริพารไปปฏิบัติพระราชกิจแทน กษัตริย์หรือพระราชาผู้ครองเมืองมีอำนาจมาก มีระบบการเก็บภาษี มีกองทหารทัพเข้มแข็งเกรียงไกร การปกครองแบบราชาธิปไตยนี้เป็นพัฒนาการของรูปแบบหัวหน้าเผ่าในยุคพระเวท เมื่อแว่นแคว้นนั้นหัวหน้าเผ่ามีพระปรีชาสามารถในการสงครามจึงพิชิตแว่น แคว้นอื่นไว้ในอำนาจได้ บารมีก็เพิ่มพูนขึ้น สถานะจึงเปลี่ยนจากหัวหน้าเผ่ามาเป็นราชา ระบบการสืบตำแหน่งเปลี่ยนจากระบบการเลือกผู้ปกครองโดยสภามาเป็นระบบสืบราช สันตติวงศ์ แคว้นที่ปกครองในระบบนี้มักเป็นแคว้นใหญ่ระดับ “มหาอำนาจ” ในชมพูทวีป เช่น แคว้นมคธ โกศล อวันตี และวังสะ


        ๔.๒ แบบสามัคคีธรรม (Republic State) (ซึ่งบางท่านกล่าวว่าเป็น “ประชาธิปไตย” หรือ “สาธารณรัฐ”[๓๔] เลยทีเดียว) คือแคว้นที่อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองมิได้อยู่ที่ประมุขของรัฐแต่เพียงผู้ เดียว แต่จะมีที่ประชุม “สภา” หรือสังฆะ (Sanga) เป็นผู้กำหนดนโยบายและมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง สภาจะทำหน้าที่เลือกสมาชิกคนหนึ่งมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า “ราชา” (Raja) ซึ่งบางท่านกล่าวว่าเทียบเท่ากับระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน เพราะการปกครอง การกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การตัดสินปัญหาต่าง ๆ ผู้ปกครองจะกระทำโดยมีการปรึกษาหารือกันก่อน โดยถือเสียงข้างมากในการตัดสิน การปกครองแบบสามัคคีธรรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แบบสาธารณรัฐนี้ยังแยกออกเป็น ๒ แบบ คือ แบบสาธารณรัฐเฉพาะตัว เป็นการปกครองแบบสภาของตระกูลนั้น ๆ โดยมีประธานสภาเป็นกษัตริย์เช่นเดียวกัน และแบบสมาพันธรัฐ คือรัฐอิสระหลาย ๆ รัฐมารวมกัน มีการสับเปลี่ยนกันเป็นพระราชาของสาธารณรัฐ โดยมีการกำหนดอายุของพระราชา[๓๕]

             ในดินแดนที่ปกครองแบบสาธารณรัฐ จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือ ความสามัคคีของรัฐเป็นสิ่งสำคัญในการปกครองการบริหาร ภาระหน้าที่ของรัฐมักจะมีตัวแทนจากเผ่าต่าง ๆ มาร่วมประชุมกัน ในที่ประชุมจะเลือกตัวแทนคนหนึ่งขึ้นมาเป็นประธาน เรียกว่า ราชา (Raja) ซึ่งน่าจะมีความหมายในทำนองหัวหน้าที่ประชุมมากกว่าเป็นกษัตริย์แบบราชา ธิปไตย ตำแหน่งนี้มิได้เป็นตำแหน่งที่ได้โดยการสืบสายโลหิต สมาชิกของที่ประชุมคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ แคว้นที่ปกครองแบบสาธารณรัฐ เช่น แคว้นวัชชี มัลละ สักกะ โกลิยะ เป็นต้น[๓๖]

             สโรช สันตะพันธุ์[๓๗] ได้อธิบายว่า ในสมัยพุทธกาลมีระบอบการปกครองอยู่ ๒ ระบอบ คือ ระบอบราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ที่กษัตริย์มีอำนาจสิทธิขาดแต่ผู้เดียว กับระบอบสามัคคีธรรม ซึ่งมีพลเมืองชั้นสูงที่มีอำนาจ ตำแหน่งและเงินเลือกตั้งบุคคลในชนชั้นสูงด้วยกันให้เป็นประธานที่ประชุมหรือ เป็นพระราชาที่มีอำนาจจำกัด ต้องขึ้นอยู่กับสภาชนชั้นสูง เช่น การปกครองของแคว้นสักกะที่มีพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาเป็นกษัตริย์ เพราะได้รับเลือกจากพวกราชวงศ์ศากยะด้วยกันให้เป็นพระราชา โดยมีสภาชื่อศากยะสังฆะเป็นผู้ร่วมใช้อำนาจปกครองด้วย การปกครองระบอบสามัคคีธรรมนี้มีลักษณะบางประการคล้ายคลึงกับระบอบประชาธิปไตย คือ มีการเลือกตั้งผู้ปกครอง และมีการประชุมสภาที่มีระเบียบปฏิบัติหลายประการคล้ายคลึงกับการประชุม รัฐสภาในปัจจุบัน คือหลักธรรมที่ชื่อว่า อปริหานิยธรรม (ธรรมที่ทำให้เจริญโดยส่วนเดียวคือไม่มีความเสื่อม) แคว้นวัชชีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีก็ปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรมแล้วประสบ ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งและเข้มแข็งแม้แต่พระเจ้าอชาตศัตรูกษัตริย์แบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ “อภิมหาอำนาจแห่งชมพูทวีป” ในเวลานั้น ยังมิกล้ายกกองทัพไปตีในตอนแรก ต้องส่งไส้ศึกคือ วัสสการพราหมณ์ไปยุยงให้แตกความสามัคคีและมิได้ตั้งมั่นอยู่ในอปริหานิยธรรม เสียก่อน จึงสามารถกรีฑาพลไปตีแคว้นวัชชีได้[๓๘]

              หลักอปริหานิยธรรม มี ๗ ประการ ดังนี้

              ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์

              ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุมและทำกิจควรทำ

              ๓. ไม่บัญญัติหรือเลิกล้มข้อบัญญัติตามอำเภอใจ

              ๔. เคารพให้เกียรติและรับฟังความเห็นของผู้ใหญ่

              ๕. ให้เกียรติและคุ้มครองสตรีและเด็ก

              ๖. เคารพสักการบูชาปูชนียสถาน

              ๗. ให้ความอารักขาแก่พระอรหันต์ สมณพราหมณ์และผู้ทรงวิชาคุณ

              หลักอปริหานิยธรรม ๗ นี้สามารถนำมาใช้ในการประชุมทั่วไป แม้แต่การประชุมของข้าราชบริพารของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และแม้ในการประชุมรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ก็น่าจะนำมาใช้ได้ เช่นนี้แล้วการขาดประชุมจนไม่ครบองค์ประชุม และความวุ่นวายอื่น ๆ ในที่ประชุมรัฐสภา เช่น การไม่เคารพเชื่อฟังประธานในที่ประชุมก็คงลดลงได้บ้าง

        อนึ่ง บางตำราได้อธิบายถึงรูปแบบการปกครองในรูปของรัฐจักรวรรดิไว้ด้วย แต่ผู้เขียนเห็นว่าในครั้งพุทธกาลยังไม่มีแว่นแคว้นใดที่สามารถรวบรวมดินแดน ชมพูทวีปเข้าไว้ได้เป็นปึกแผ่นถึงขั้นจักรวรรดิและพระราชาสถาปนาพระองค์เป็น พระเจ้าจักรพรรดิราชได้สำเร็จ สำหรับจักรวรรดิแรกในชมพูทวีปนั้นนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าได้แก่ จักรวรรดิโมริยะของพระเจ้าอโศกมหาราชในราว ๒๐๐ ปีหลังพุทธกาล


        ๔.๓ ทัศนะของพระพุทธศาสนาต่อระบอบการปกครอง

        องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยอมรับระบอบการปกครองทั้งสองแบบที่มีอยู่ ในชมพูทวีปดังกล่าวแล้ว พระองค์ไม่ได้สนับสนุนหรือแสดงความเห็นว่าระบอบการปกครองแบบใดดีกว่ากัน เพราะทรงเห็นว่าระบอบการปกครองใดก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่ผู้ปกครองต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ปกครองโดยธรรม ถ้าเป็นพระราชาก็เป็นธรรมราชา ใช้อำนาจแบบธรรมาธิปไตย การที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงการโต้แย้งคัดค้านระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ นั้นน่าจะเป็นผลดีต่อการเผยแผ่พระธรรมของพระองค์ ทำให้พระพุทธศาสนาสามารถเผยแผ่เจริญรุ่งเรือง และประดิษฐานอยู่ได้ทั้งในแคว้นที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย และระบอบสามัคคีธรรม[๓๙]


๕. ลักษณะของศาสนาและลัทธิความเชื่อของชาวชมพูทวีปก่อนและสมัยพุทธกาล

        ชาวชมพูทวีปส่วนใหญ่ในสมัยก่อนพุทธกาลและสมัยพุทธกาลนับถือศาสนาพราหมณ์มี ความเชื่อที่ฝังแน่นอยู่กับการสวดอ้อนวอนและการบูชาเทพเจ้า ทัศนคติทางสังคมก็เชื่อในระบบวรรณะ มีการกีดกันทางสังคม ช่องว่างระหว่างวรรณะของชาวชมพูทวีปมีมาก คนในวรรณะล่างมีความเป็นอยู่แร้นแค้น แม้ในถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ผู้คนก็เอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกัน ผู้มีอำนาจมากกว่าหรือมีพวกมากกว่าก็รังแกผู้ที่อ่อนแอหรือมีพวกน้อย ชีวิตในชมพูทวีปจึงหาความสุขได้ยาก คนส่วนใหญ่หมดหวังในชีวิต จึงมีผู้แสวงหาแนวทางปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามความเชื่อของตน จึงเกิดความเชื่อหรือลัทธิต่าง ๆ เกิดนักบวช นักปรัชญามากมายหลายสาขาเพื่อแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากวงเวียนแห่งทุกข์


        ๕.๑ ศาสนาหลัก : ศาสนาพรามหณ์

             ศาสนาพราหมณ์เกิดขั้นเมื่อกว่า ๑,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาล นับถึงปัจจุบันศาสนาพราหมณ์มีอายุกว่า ๓,๕๐๐ ปี เป็นหนึ่งในศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งยังมีผู้นับถืออยู่มากในปัจจุบัน แม้จะมีการพัฒนาไปเป็นศาสนาฮินดูและเรียกใหม่ว่า “ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู” หากจะกล่าวโดยรวบรัดที่สุดศาสนาพราหมณ์เกิดจากการผสมผสานคติความเชื่อใน เรื่องการบูชาเทพเจ้าทั้งของชาวอารยันและชาวดราวิเดียนเข้าด้วยกัน

             พัฒนาการของศาสนาพราหมณ์โดยสังเขปคือ มีพัฒนาการด้านแนวความคิดในการนับถือพระเจ้าจากยุคก่อนพระเวทที่เป็นแนวคิดแบบวิญญาณนิยม (Animism) ซึ่งนับถือธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ต้นไม้ ขุนเขา ไปไปสู่ยุคพระเวท (๑,๕๐๐ – ๖๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล) ซึ่งมีแนวคิดพหุเทวนิยม (Polytheism) ซึ่งหมายถึงความเชื่อว่ามีเทพเจ้าหลายองค์ เช่น พระสาวิตรี (พระอาทิตย์) พระวรุณ พระอินทร์ และพระยม ในช่วงนี้ได้เกิด “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญของศาสนาพราหมณ์ขึ้น ในปลายยุคพระเวท แนวคิดเรื่องพระผู้เป็นเจ้าได้พัฒนาไปสู่แนวคิดอติเทวนิยม (Henotheism) หมายถึงแนวคิดและความเชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เพียงองค์เดียวในบรรดา เทพเจ้าเป็นจำนวนมาก แต่ความเชื่อนี้จะจำกัดอยู่เฉพาะในเวลาประกอบพิธีบูชายัญเท่านั้น ต่อมาในยุคพราหมณ์ (๖๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล – คริสต์ศตวรรษที่ ๒) ได้พัฒนาแนวคิดเป็นเอกเทวนิยม (Monotheism) คือมีการยกย่องเทพเจ้าองค์เดียวว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เรียกว่า “พระปชาบดี” ซึ่งต่อมาเรียกว่า “พระพรหม” อย่าง ไรก็ตาม ต่อมาได้เกิดการพัฒนาไปเป็นแนวคิดเอกนิยม (Monism) เพราะชาวอินเดียเกิดความเบื่อหน่ายในพระเจ้าที่มีตัวตน จึงหันมานับถือสิ่งที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่และเวลา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นของสากลจักรวาล เรียกว่า “พรหมัน” กระทั่งหลังสมัยพุทธกาลศาสนาพราหมณ์ซึ่งซบเซาลงไปได้เกิดการปฏิรูปใหญ่อีกครั้งเข้าสู่ยุคฮินดู (คริสต์ศตวรรษที่ ๒ เป็นต้นมา) ที่แนวคิดได้พัฒนากลับไปเป็นพหุเทวนิยมอีกครั้ง ในยุคนี้ได้เกิดเทพเจ้าขึ้น ๓ องค์ คือ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ เทพเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้ เรียกว่า “ตรีมูรติ” แปลว่าผู้ให้กำเนิดหรือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม[๔๐]

             สำหรับคติความเชื่อของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ในชมพูทวีปสมัยก่อนพุทธกาลจนถึง สมัยพุทธกาลที่สำคัญซึ่งจะนำเสนอในที่นี้ได้แก่ ความเชื่อเรื่องพรหมลิขิตและเทพเจ้าบันดาล ความเชื่อเรื่องการบูชายัญ ความเชื่อเรื่องการล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อเรื่องวรรณะ

             ๕.๑.๑  ความเชื่อเรื่องพรหมลิขิตและเทพเจ้าบันดาล[๔๑]

                       ศาสนาพราหมณ์นับถือเทพเจ้าหลายองค์ ที่สำคัญมี ๓ องค์ ได้แก่ พระพรหม พระศิวะหรือพระอิศวร และพระวิษณุหรือพระนารายณ์

                       ๑.   พระพรหม เป็นเทพเจ้าดั้งเดิมของพราหมณ์ พวกพราหมณ์ถือว่าตนกำเนิดมาจากปากของพระพรหม กษัตริย์จากแขน แพศย์หรือไวศยะจากขาหรือตะโพก ส่วนศูทรจากเท้าของพระพรหม ตามความเชื่อของชาวดินเดียสมัยนั้น พระพรหมเป็นผู้สร้างสากลจักรวาล รวมทั้งมนุษย์ สัตว์และพืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ ทำนองเดียวกับที่ชาวคริสต์เชื่อเรื่องพระเจ้า (God) ของเขา พระพรหมไม่เพียงแต่สร้างมนุษย์เท่านั้น แต่ยังกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ด้วย ใครจะได้สุขได้ทุกข์ ได้ดีได้ชั่วอย่างไร วาสนา ชะตาชีวิตจะสูงต่ำอย่างไรก็สุดแล้วแต่พระพรหมจะบันดาล เรียกว่า “พรหมลิขิต”

                            พวกพราหมณ์ได้เขียนเรื่องทำนองสนับสนุนพรหมลิขิตการตัดสินของพระพรหมว่าถูก ต้องยุติธรรมไว้หลายเรื่อง เช่น เรื่องสองตายายเป็นคนจน อยู่กระต๊อบหลังเล็ก ๆ มีควายพิการอยู่ตัวหนึ่ง ยายแก่ด่าพระพรหมอยู่ตลอดเวลา ด่าเช้าด่าเย็น ส่วนตายอมรับสภาพชีวิตของตนโดยไม่ปริปากบ่นและเชื่อว่าพระพรหมท่านทำถูก ยุติธรรมแล้ว

                             วันหนึ่ง พระพรหมท่านเดือดร้อนด้วยคำด่าของยายจึงลงมาหายายแล้วพายายไปยังภพของท่าน ที่ท่านอยู่นั้นมีสายในชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมากมาย บอกยายว่า คราวนี้ขอให้ยายเลือกเส้นชีวิตเอาเอง จับต้นเส้นแล้วให้ลงไปสู่โลกมนุษย์ ปลายเส้นไปจดที่ใด จะเป็นคฤหาสน์ หรือปราสาทราชวังก็ให้ยายอยู่ที่นั่นได้เลย ยายดีใจเลือกจับเส้นที่เห็นว่าดีที่สุด สวยงามที่สุด แล้วหลับตาลงมาตามเส้นนั้นพอรู้สึกว่าถึงโลกมนุษย์ก็ลืมตาขึ้น ปรากฏว่าลงมาอยู่ที่กระต๊อบหลังเดิม เหลียวไปดูข้าง ๆ เห็นตาคนเดิมนอนอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นควายพิการตัวเดิมนั่นเอง ยายจึงปลงได้ และยายเชื่อว่าพระพรหมมีความยุติธรรม

                       ๒.   พระศิวะ พวกอินเดียเหนือมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือ พระศิวะ หรือบางทีก็เรียกว่า “พระอิศวร” สีพระวรกายขาว (เพราะชาวอินเดียเหนือแถบภูเขาหิมาลัยส่วนมากผิวขาว) แต่ดุดันใช้อำนาจแบบเดียวกับพวกอริยกะหรืออารยัน มีมเหสีคือพระอุมา ซึ่งทรงพระสิริโฉมมาก ทั้งสองพระองค์ประทับ ณ ยอดเขาหิมาลัย เจ้าแม่กาลีที่ดุร้ายก็เป็นปางหนึ่งของพระอุมา

                       ๓.   พระวิษณุ ชาวอินเดียใต้มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าอีกองค์หนึ่งคือ พระวิษณุหรือ “พระนารายณ์” สีพระวรกายนิลหรือดำ (เพราะชาวอินเดียใต้ส่วนมากผิวดำ) ประทับ ณ เกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) บนหลังอนันตนาคราช (ชาวอินเดียใต้อยู่ติดทะเล หากินและคุ้นเคยทางทะเล) พระนารายณ์หรือพระวิษณุมีลักษณะสุภาพอ่อนโยน เมตตาปรานี (ทำนองเดียวกับชาวอินเดียใต้ ชอบเป็นนักรู้มากกว่านักรบ และเป็นเจ้าถิ่นเดิมของอินเดีย)

                       ชาวอินเดียมีความเคารพบูชา เชื่อมั่นถือเทพเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้เป็นสรณะ มีการสวดอ้อนวอนขอสิ่งที่ตนต้องการ

              ๕.๑.๒  ความเชื่อเรื่องการบูชายัญ[๔๒]

                       สืบ เนื่องจากการสวดอ้อนวอนให้พระเจ้าโปรดปรานและบันดาลสิ่งที่ตนปรารถนาให้ได้ มีการประดิษฐ์พิธีกรรมที่เรียกว่า “การพลีกรรม” โดยการบูชายัญด้วยชีวิตของสัตว์ เช่น แกะ แพะ ม้า วัว ไก่ เป็นต้น ถ้าเป็นการบูชายัญใหญ่ถึงกับใช้ชีวิตเด็กหญิงชายบูชายัญก็เคยมี ชาวอินเดียสมัยนั้นได้ฝากชีวิตของตนไว้กับเทพเจ้า สุดแล้วแต่เทพเจ้าจะโปรดปราน พวกที่สนับสนุนลัทธินี้คือ พราหมณ์ปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้สอนธรรมแก่พระราชา และพวกโหราจารย์ที่คอยแนะนำทำนายให้ผู้พรั่นพรึงต่อภัยอันตรายทำการบูชายัญ ด้วยชีวิตสัตว์อยู่เสมอ แล้วพวกตนก็ได้กินเนื้อสัตว์เหล่านั้นด้วย

                       เมื่อพระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนาได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมต่อต้านลัทธิความเชื่อถือนี้ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงสอนให้บุคคลพึ่งตนเอง เว้นชั่วทำดีด้วยตนเอง การทำความดีนั่นเอง คือการสะเดาะเคราะห์ไปในตัว และทรงสอนให้บูชายัญเสียใหม่ด้วยการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ทั้งหลาย แทนการทำลายชีวิตของมัน

             ๕.๑.๓  ความเชื่อเรื่องการล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์[๔๓]

                       พวกพราหมณ์นิยมเชื่อถือเรื่องการอาบน้ำล้างบาป โดยเชื่อว่าแม่น้ำคงคาโดยเฉพาะที่ท่าเมืองพาราณาสีนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถล้างบาปได้ พวกพราหมณ์จึงพากันลงอาบน้ำล้างบาปอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง คือ เช้าและเย็น ถือว่าบาปที่ทำตอนกลางวัน ล้างได้ด้วยการอาบน้ำในตอนเย็น ส่วนบาปที่ทำตอนกลางคืนก็ล้างได้ด้วยการลงอาบน้ำในตอนเช้า ที่เชื่อกันว่ากระแสน้ำในแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์นั้น เพราะเชื่อว่าได้ไหลมาจากมวยผมของพระศิวะ ท่าน้ำแห่งแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณาสีจึงเป็นบุณยสถานของชาวอินเดียทั้งปวง ในสมัยนั้น แม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังเชื่อถือกันอยู่ และเชื่อต่อไปอีกว่าใครก็ตามที่ตายและได้เผาที่ท่าน้ำเมืองพาราณาสี แล้วกวาดกระดูก ลงแม่น้ำคงคาก็เป็นอันเชื่อได้ว่าต้องไปสวรรค์แน่นอน พวกเศรษฐีนิยมมาปลูกบ้านทิ้งไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อป่วยหนักคิดว่าจะไม่รอดแล้วพวกญาติก็จะนำมาที่บ้านริมแม่น้ำ พอตายก็จะได้สะดวกในการเผาที่ริมแม่น้ำและกวาดกระดูกลงแม่น้ำไป

                       เมื่อ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์เคยสนทนากับพวกพราหมณ์ผู้ไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อล้างบาปเป็นใจ ความว่า ถ้าต้องการล้างบาปไม่จำเป็นต้องไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา ขอให้ชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ คือเว้นทุจริตทางกาย วาจา ใจ และประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ นั่นแหละคือการอาบน้ำล้างบาปมีในศาสนาของพระองค์ ถ้าประพฤติอยู่ในสุจริตแล้ว แม้น้ำดื่ม น้ำอาบธรรมดาก็จะกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย อนึ่ง ถ้าน้ำในแม่น้ำคงคาสามารถล้างบาปได้จริงและอำนวยผลให้ผู้ลงไปอาบไปสวรรค์ได้ จริงแล้ว พวกกุ้ง หอย ปู ปลา ก็มีโอกาสไปสวรรค์ได้มากกว่ามนุษย์เพราะอาศัยอยู่ในแม่น้ำนั้นตลอดเวลา

             ๕.๑.๔  ความเชื่อเรื่องวรรณะ

                       ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อระบบวรรณะว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังของระบบวรรณะคือ แนวคิดการเหยียดสีผิว (Racism) ที่พวกอารยันใช้ในการปกครองพวกคนพื้นเมืองคือดราวิเดียน เพื่อกีดกันความบริสุทธิ์แห่งเชื้อสายของตนมิให้พวกดราวิเดียนเข้ามามีโอกาส ผสมกลมกลืนกับเผ่าพันธุ์ของตนนั่นเอง โดยอาศัยความเชื่อในศาสนาพราหมณ์เป็นเครื่องมือทำให้ระบบวรรณะมีความ ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น


        ๕.๒ ความเชื่อแบบปรัชญาของเจ้าลัทธิทั้ง ๖ : ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิต

             คนในสังคมอินเดียสมัยพุทธกาล นอกจากเชื่อว่าโลกเกิดขึ้น โดยการสร้างของพระพรหมแล้ว ยังมีทิฏฐิหรือทฤษฎีปลีกย่อยออกไปอีกมากมาย บางพวกว่าโลกไม่เที่ยง บางพวกว่าโลกมีที่สิ้นสุด คือมีขอบเขตจำกัด บางพวกว่าไม่มีที่สิ้นสุด บางพวกว่าโลกหน้ามี คือหลังจากตายไปแล้ว สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีก บางพวกว่าไม่มี คือตายแล้วสูญ บางพวกว่ามีด้วย ไม่มีด้วย บางพวกว่ามีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่

             ในพวกที่เชื่อว่าตายแล้วเกิดยังแบ่งออกไปอีกเป็น ๒ พวก คือ พวกหนึ่งถือว่าเกิดเป็นอะไรแล้วก็เป็นอย่างนั้นต่อไปทุกชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อีกพวกหนึ่งถือว่ามีการเปลี่ยนแปลง คือเกิดเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้างไม่แน่นอน ในพวกที่เห็นว่าตายแล้วสูญก็เหมือนกัน บางพวกเห็นว่าสูญหมด บางพวกเห็นว่าสูญเฉพาะบางอย่าง เช่น ร่างกายสูญไป แต่จิตไม่สูญ เป็นต้น บางพวกเห็นว่าจิตกับร่างกายเป็นอย่างเดียวกันไม่แยกจากกัน บางพวกเห็นว่าจิตกับร่างกายเป็นคนละอย่าง แยกกันได้ เพียงแต่อาศัยกันเหมือนรถกับคนขับรถ[๔๔]

             ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตนั้นได้เป็นไปอย่างกว้างขวางมาก ได้มีการถกปัญหาเหล่านี้กันอย่างจริงจัง เอาแพ้เอาชนะกันจริง ๆ ใครถือทิฏฐิอย่างใดก็สั่งสอนชักชวนผู้อื่นให้มีความเห็นแล้วปฏิบัติเช่นนั้น ด้วย ตั้งเป็นคณะหรือสำนักขึ้น มีเจ้าลัทธิ ซึ่งหมายถึง บุคคลที่เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตอันเต็มไปด้วยทุกข์ พากันปลีกตนออกจากบ้านเรือนเข้าสู่ป่า แสวงหาคำตอบแก่ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ถือเพศเป็นผู้แสวงหาโมกษะหรือความหลุดพ้น มีชื่อเรียกว่า อาชีวกบ้าง ปริพาชกบ้าง ดาบสบ้าง ชฎิลบ้าง โยคีบ้าง สมณะบ้าง ฤๅษีบ้าง อเจลกบ้าง ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักสอนลัทธิของตนแก่มหาชน มีผู้นับถือจำนวนมาก หลักฐานระบุไว้ในพรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ แห่งพระสุตตันตปิฎก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ ว่าลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่มีในครั้งนั้น เรียกว่า ทิฏฐิ ๖๒ เป็นการชี้ให้เห็นว่า พระพุทธศาสนามีหลักธรรมแผกจาก ๖๒ ลัทธิ แต่เจ้าลัทธิที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสังคมอินเดียร่วมยุคสมัยพุทธกาลมี ๖ ท่าน พระพุทธเจ้าทรงแย้งคำสอนและความเชื่อของเจ้าลัทธิทั้ง ๖ ท่านเหล่านั้น โดยทรงใช้หลักคำสอนประกอบด้วยเหตุผล เพื่อเป็นแนวทางให้บุคคลหลุดพ้นจากความทุกข์ได้สำเร็จ และสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแย้งด้วยเหตุผลอาจเปรียบเทียบได้ดังต่อไปนี้[๔๕]

              ๕.๒.๑  อกิริยทิฐิ : เห็นว่าทำเท่ากับไม่ทำ ผู้เป็นเจ้าลัทธินี้คือ บูรณะกัสสปะ

                       (๑)  ความเชื่อ บุญบาปไม่มีจริง ทำแล้วก็แล้วกันไป ทำก็เหมือนไม่ได้ทำ สิ่งที่ทำลงไปไม่ว่าดีหรือชั่ว ไม่มีผลอะไรตอบสนอง

                       (๒)  สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแย้ง การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล พระองค์ทรงสอนให้เชื่อผลของกรรม ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว

             ๕.๒.๒  อเหตุกทิฐิ : เห็นว่าไม่มีเหตุมีแต่ผล ผู้เป็นเจ้าลัทธินี้คือ มักขลิโคศาล

                      (๑)  ความเชื่อ ความบริสุทธิ์และความเศร้าหมอง ได้ดีชั่วสุขทุกข์เป็นเองตามธรรมชาติไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย หลังการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเวลานานสัตว์ทั้งหลายก็จะบริสุทธิ์ได้เอง (สังสารสุทธิ)

                       (๒)  สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแย้ง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับตนเอง สุขทุกข์อยู่ที่ใจหรือการกระทำของตนเอง ไม่ควรเชื่อพรหมลิขิตหรือเทวลิขิต

             ๕.๒.๓  นัตถิกทิฐิและอุจเฉททิฐิ : เห็นว่าไม่มีผลและเห็นว่าสูญ ผู้เป็นเจ้าลัทธินี้คือ อชิตเกสกัมพล

                       (๑)  ความเชื่อ คนไม่มี สัตว์ไม่มี มีแต่การประชุมแห่งธาตุทั้ง ๔ อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น สิ่งอื่นล้วนเป็นมายา ทุกสิ่งในโลกเกิดจากการรวมตัวกันของธาตุ ๔ เมื่อธาตุทั้ง ๔ แยกจากกันแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นสิ้นสูญ บาปบุญไม่มี ทานและการบูชายัญเป็นบัญญัติของคนโง่ ที่สุดของชีวิตคือเถ้าถ่าน ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ตายแล้วสูญหมด ลัทธินี้สอนว่าสุข ทุกข์ เป็นเรื่องของความบังเอิญไม่เกี่ยวกับกรรมดี กรรมชั่ว ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีการหลุดพ้น และไม่มีการเกิดใหม่

                       (๒)  สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแย้ง เมื่อ บุคคลมีปัญหาหรือมีความทุกข์ ต้องรู้จักแสวงหาเหตุที่เกิดปัญหาและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยปัญญา ทุกคนย่อมได้รับผลแห่งการกระทำของตนตามเหตุดีหรือเหตุชั่ว บุญหรือบาป ทุกคนควรต้องเชื่อเหตุและผล

             ๕.๒.๔  สัสสตทิฐิ : เห็นว่าเที่ยงแท้ เห็นว่านิรันดร ผู้เป็นเจ้าลัทธินี้คือ ปกุธกัจจายนะ

                       (๑)  ความเชื่อ สิ่งที่เป็นจริงแท้ในโลกนี้มีเพียง ๗ อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทุกข์ และชีวะ สิ่งเหล่านี้คงอยู่ในตัวของมันเอง เป็นอิสระในตัวเอง กรรมดี กรรมชั่ว บุญ บาป นรก สวรรค์ เป็นเรื่องที่คิดกันขึ้นเอง แท้จริงสิ่งเหล่านี้ไม่มี และในด้านจริยธรรมถือว่าไม่มีคนฆ่า ไม่มีคนถูกฆ่า เป็นเพียงศัสตราวุธชำแหละผ่านอวัยวะที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งเป็นธาตุดินเท่านั้น แต่ชีวะที่เที่ยงแท้ไม่มีใครฆ่าได้ จึงไม่มีผลทางจริยธรรม ลัทธินี้จึงจัดเป็นนัตถิกทิฐิ เห็นว่าไม่มีได้อีกด้วย

                       (๒)  สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแย้ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่เที่ยงแท้แน่นอน รูปและนามเป็นอนัตตาไม่เป็นตัวตน บุคคลทำกรรมใดก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น

             ๕.๒.๖  อัตตกิลมถานุโยคและอเนกานตวาท หรือศาสนาเชน : เห็นว่าการทรมานกายนำไปสู่การพ้นทุกข์ เจ้าลัทธินี้คือ นิครนถนาฏบุตรหรือมหาวีระ

                       (๑)  ความเชื่อ การทรมานกายให้ลำบากด้วยวิธีต่าง ๆ เป็นทางหลุดพ้นจากความทุกข์ ลัทธินี้เน้นความเข้มงวดต่าง ๆ เป็นต้นว่า ถือการไม่เบียดเบียนสัตว์และจุลินทรีย์อย่างเข้มงวด ถึงกับเอาผ้าปิดปากปิดจมูกด้วยเกรงว่า เวลาหายใจจะสูดจุลินทรีย์เข้าไปโดยไม่เจตนา หรือเวลาเดินไปไหนใช้ไม้เท้ากวาดพื้นก่อน แล้วค่อย ๆ ย่องไปอย่างช้า ไม่พูดเท็จ ไม่มีสมบัติครอบครอง ไม่นุ่งผ้า ประพฤติตนเป็นชีเปลือย เชื่อว่า การอดข้าวจนสิ้นชีพทำให้พ้นทุกข์ เชื่อว่าสิ่งเดียวกัน เรื่องเดียวกัน มองในแง่มุมหนึ่งจริงถูกแต่ในอีกแง่มุมหรืออาจจะไม่จริงหรือผิด เรียกว่า “อเนกตวาท” คือเห็นว่าความจริงมีหลายเงื่อนหลายแง่ (อเนกะ = มากหลาย + อันตะ = เงื่อนหรือที่สุด) นอกจากนี้ยังเชื่อในหลักของกรรม สังสารวัฏ และการดับกิเลสและกองทุกข์เรียกว่า นิรวาน (นิพพาน) หรือไกรวัลย์

                       (๒)  สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแย้ง บุคคลจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้โดยใช้อริยสัจ ๔ ตามแนวมัชฌิมาปฏิปทาด้วยปัญญา

             ๕.๒.๖  อมราวิเขปิกาทิฐิ : ความเห็นไม่ตายตัวลื่นไหลไปมา เจ้าลัทธินี้คือ สัญชัยเวลัฏฐบุตร

                       (๑)  ความเชื่อ การผูกมัดตัวเองกับทรรศนะใด ๆ ย่อมมีส่วนผิดพลาดได้ จึงไม่ยืนยัน และปฏิเสธทรรศนะใด ๆ เอาแน่อะไรไม่ได้ เช่น หากถามว่า เป็นอย่างนี้หรือ ก็ตอบว่าไม่ใช่ หากถามว่า ไม่ใช่หรือ ก็ตอบว่า ใช่ เป็นต้น มีความเห็นสัดส่ายไปมาเหมือนปลาไหล คือ พูดลื่นไปมาเหมือนปลาไหล ไม่ยืนยันทรรศนะใดว่าผิดหรือถูก

                       (๒)  สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแย้ง บุคคลใดมองสิ่งไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และมองสิ่งเป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ บุคคลนั้นย่อมไม่ได้สิ่งเป็นสาระ แต่บุคคลใดมองสิ่งสาระว่าเป็นสาระ และมองสิ่งไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ บุคคลนั้นย่อมได้สิ่งเป็นสาระ

             ลัทธิทั้ง ๖ นี้ มีที่เป็นศาสนายั่งยืนมาจนบัดนี้เพียงลัทธิเดียวคือ ลัทธิของนิครนถนาฏบุตรที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า “ศาสนาเชน” ยังมีผู้นับถือในอินเดียหลายล้านคน อยู่ในฐานะศาสนาหนึ่งของอินเดีย แต่แพร่ออกจากอินเดียไม่ได้ กล่าวกันว่า เพราะเคร่งครัดเกินไป นักบวชจะขึ้นรถลงเรือก็ไม่ได้

             รวมความในเรื่องทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตของคนสมัยนั้นว่าใครมีความเห็น หรือมีความเลื่อมใสในลัทธิใดก็ดำเนินชีวิตไปตามลัทธิความเชื่อถือนั้น (เช่นเดียวกับคนในสมัยนี้) การได้เป็นเจ้าลัทธิในสมัยนั้นถือว่าสูงศักดิ์เทียบด้วยพระราชาหรือยิ่งกว่า จึงเป็นที่ต้องการของนักปราชญ์ทั้งหลายที่จะเป็นเจ้าลัทธิ ประกาศตนเป็นผู้นำหมู่ชนในวิถีชีวิตและจิตใจ

             ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกระบุว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นประกาศพระพุทธศาสนาแล้ว เจ้าลัทธิทั้ง ๖ ก็อับรัศมีลงเป็นอันมาก ถึงกับมีการจ้างคนมาใส่ร้ายป้ายสีพระพุทธเจ้า เพื่อทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของพระพุทธองค์อยู่หลายครั้ง แต่ก็หาสำเร็จไม่

             ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตฝ่ายพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นกลาง ๆ ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับ สิ่งที่เกิดแต่เหตุก็ย่อมดับไป เหมือนไฟซึ่งเกิดแต่เชื้อ เมื่อสิ้นเชื้อไฟก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยเป็น “ปฏิจจสมุปบาท” อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน

             เกี่ยวกับความสุขทุกข์แห่งชีวิตนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงสุขทุกข์ว่าเกิดแต่เหตุ เช่น ในอริยสัจ ๔ ทรงแสดงเรื่องทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ (สุข) และทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

             ในเรื่องจริยธรรม ทรงสอนให้มนุษย์เว้นจากการเบียดเบียนกัน ให้เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันบำเพ็ญประโยชน์ต่อกันเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างเป็น สุขในสังคม คนในสังคมใดปฏิบัติตามหลักที่ทรงสอนไว้นี้ สังคมนั้นก็ประสบสันติสุขตามสมควรแก่การปฏิบัติ


๖. ศากยวงศ์ (Sakya clan) และโกลิยวงศ์ (Koliya clan)

        ๖.๑ ศากยวงศ์

              ศากยวงศ์ หมายถึง วงศ์ของเจ้าศากยะ คำว่า ศากยะ (Shâkyas) เป็นคำสันสกฤต ตรงกับคำว่า “สักยะ” หรือ“สักกะ” ในภาษาบาลี

              คำว่า “สักกะ” หรือ “ศากยะ” มีนัยสำคัญ ๒ ประการ กล่าวคือ ความหมายในแง่ภูมิศาสตร์ และความหมายแง่ของการแสดงออกทางพฤติกรรม[๔๖]

              สำหรับความหมายในแง่ของภูมิศาสตร์นั้น จะพบว่า การตั้งชื่อว่า “สักกะ” หรือ “ศากยะ” นั้น เป็นการตั้งวงศ์ขึ้นสอดรับการสถานที่ตั้งของเมือง  เพราะว่าสถานที่ตั้งเมืองนั้น มีต้น “สากะ” ขึ้นอยู่เรียงราย ดังหลักฐานตามที่ปรากฏในอัมพัฏฐสูตร “พระราชกุมารเหล่านั้น … ก็เสด็จออกไปอาศัยอยู่ ณ ราวป่าไม้สากะใหญ่ ริมฝังสระโบกขรณี เชิงภูมิเขาหิมพานต์” 

              ในขณะที่ความหมายในแง่ของการแสดงออก เกิดจากการที่พระเจ้าโอกกากราชซึ่งเป็นพระราชบิดาทรงขนานพระนามกลุ่มของพระ ราชบุตรที่หนีออกจากเมืองไปอยู่ป่าตามคำร้องขอของพระองค์ เนื่องจากพระองค์ได้รับปากว่าจะพระราชทานพรแก่พระมเหสีองค์หนึ่งซึ่งกำลังจะ มีประสูติกาลพระโอรส พระนางจึงขอให้พระเจ้าโอกากราชยกพระราชสมบัติให้แก่พระราชบุตรของพระ นาง เพื่อป้องกันการแตกแยกและชิงราชสมบัติ ระหว่างพระโอรสที่ประสูติจากพระมเหสีองค์เก่ากับพระองค์ใหม่ พระองค์จึงจำต้องส่งพระราชบุตรและพระราชธิดาอันประสูติแต่พระมเหสีองค์เก่า ทั้ง ๙ องค์ ได้แก่พระราชบุตร ๔ พระองค์ และพระราชธิดา ๕ พระองค์ออกไปสร้างเมืองใหม่ ซึ่งมีชื่อว่า “เมืองกบิลพัสด์” (Kapilavastu) (ที่ได้ชื่อเช่นนั้นเพราะสถานที่นั้นเป็นถิ่นที่อยู่ของ “กบิลดาบส”) เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว พระราชกุมารเหล่านั้นทรงอภิเษกสมรสกับพระภคินีของพระองค์เอง เนื่องจากเกรงว่าพระชาติจะปะปนกับผู้อื่น[๔๗]

              ฉะนั้น ความกล้าที่จะแต่งงานกันเองในระหว่างพี่น้องด้วยกัน จึงทำให้พระเจ้าโอกกากราชผู้เป็นพระราชบิดาทรงขนานพระนามพระราชบุตร และพระราชธิดาของพระองค์ว่า “เป็นผู้มีความสามารถ” ดังเนื้อความที่ปรากฏในอัมพัฏฐสูตรว่า “ท่านทั้งหลาย พวกกุมารมีความสามารถ (ศากยะ) พวกกุมารมีความสามารถยอดเยี่ยม”[๔๘]


        ๖.๒ โกลิยวงศ์[๔๙]

              ฝ่ายโกลิยวงศ์ วงศ์ของเจ้าโกลิยะ (Koliyas) อันเป็นพระราชวงศ์ฝ่ายพระพุทธมารดานั้นมีความเป็นมาคือ เจ้าหญิงปิยาซึ่งทรงเป็นพระเชษฐภคินี (พระพี่นาง) ของพระราชบุตรและพระราชธิดาอีก ๘ พระองค์ของพระเจ้าโอกกากราชที่เสด็จออกไปสร้างกรุงกบิลพัสดุ์นั้น ทรงเป็นโรคเรื้อนจึงทรงเกิดความละอาย และพระกนิษฐภาดา (น้องชาย) กับพระกนิษฐภคินี (น้องสาว) ทรงเกรงว่าโรคเรื้อนนั้นจะติดต่อไปยังบุคคลอื่นจึงทรงปรึกษาตกลงเชิญพระพี่ นางเสด็จไปสู่อรัญเขต (ป่า) รับสั่งให้ขุดที่แห่งหนึ่งลงมีสัณฐานคล้ายสระให้ตกแต่งเรียบร้อยเป็นที่พ้น ภัย แล้วเชิญพระพี่นางลงประทับในหลุมนั้น พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวนมาก นาน ๆ จึงให้ราชบุรุษนำอาหารไปถวายสักครั้งหนึ่ง

              ในเวลาเดียวกันนั้นกษัตริย์แห่งกรุงพาราณาสีพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “ราม” เกิดเป็นโรคเรื้อนขึ้นก็ทรงสังเวชพระทัย และทรงกลัวประชาชนรังเกียจว่าราชาของพวกตนเป็นโรคเรื้อน จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระโอรสองค์ใหญ่ แล้วพระองค์เสด็จออกไปประทับในโพรงใหม่ของต้นโกละหรือต้นกระเบาในป่าลึก พระองค์ได้เสวยภักษาหารเหมือนดาบสทั้งหลายที่อยู่ในป่า บังเอิญผลไม้ที่เสวยเป็นยารักษาให้พระองค์หายจากโรคเรื้อน

              ต่อมาวันหนึ่ง เวลาเช้าตรู่ เสือโคร่งตัวหนึ่งเที่ยวแสวงหาอาหาร ได้กลิ่นพระนางปิยาซึ่งประทับอยู่ในหลุมนั้น ก็ขุดดินแหวกลงไป ฝ่ายพระนางปิยาทรงเห็นเสือโคร่งก็ทรงร้องด้วยเสียงอันดังเสือโคร่งก็ตกใจหนี ไป เสียงร้องของพระนางปิยาได้ยินไปถึงพระกรรณของพระเจ้าราม พระองค์จึงเสด็จออกเที่ยวค้นหาเสียงนั้นจนพบพระนางปิยา เมื่อมีพระราชปฏิสัณฐานกันทราบความตลอดแล้ว จึงทรงแนะนำให้พระนางเสวยผลไม้ซึ่งรักษาโรคเรื้อนได้ เมื่อพระนางปิยาหายจากโรคเรื้อน ทั้งสองพระองค์ได้มีพระทัยปฏิพัทธ์ซึ่งกันและกันจึงได้ทรงครองคู่กันอยู่ใต้ ต้นไม้โกละนั้น

              ครั้งหนึ่งบุรุษชาวเมืองพาราณาสีได้เที่ยวไปในป่าได้มาพบพระเจ้ารามและจำกัน ได้ บุรุษชาวเมืองจึงนำความกลับไปกราบทูลพระราชโอรสของพระเจ้าราม พระเจ้ารามจึงทรงยกจตุรงคเสนาออกไปเชิญพระราชบิดาให้เสด็จกลับไปเสวยราชย์ ดังเดิม แต่พระเจ้ารามไม่เสด็จกลับ พระราชโอรสจึงรับสั่งให้ตัดต้นโกละแล้วสร้างพระนครถวายพระราชบิดา และขนานนามพระนครนั้นว่า “โกลิยะ” อันแปลว่า ตัดไม้โกละแล้ว นอกจากนี้ชาวบ้านยังเรียกนครแห่งนี้ว่า “รามคาม” (Râmagrâma) ด้วย พระเจ้ารามทรงสถปนาราชวงศ์โกลิยะ และเฉลิมนามพระนครว่า “กรุงเทวทหะ”นับแต่นั้นเป็นต้นมา ขัตติยกุมารและขัตติยนารีแห่งศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ได้อวาหมงคลและวิวาหมงคลซึ่งกันและกันสืบมาโดยลำดับ

              โคตรวงศ์อันสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าโอกกากราชแบ่งออกเป็น ๒ เมือง ๒ ตระกูล คือ ฝ่ายศากยวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ นครหลวงของแคว้นสักกะ และฝ่ายโกลิยวงศ์ แห่งกรุงเทวทหะ นครหลวงของแคว้นโกลิยะ หลังจากยุคของพระราชาผู้สถาปนาราชวงศ์แล้วมีพระนามพระบรมวงศ์เท่าที่ปรากฏ หลักฐานดังนี้

              ฝ่ายศากยวงศ์ พระเจ้าชัยเสนมีพระราชโอรสและธิดา ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าสีหนุ และพระนางยโสธรา

              ฝ่ายโกลิยวงศ์ มีพระราชาที่ไม่ปรกฏนาม มีโอรส ๑ และธิดา ๑ คือ พระเจ้าอัญชนะ และพระนางกาญจนา

              พระเจ้าสีหนุ แห่งศากยวงศ์อภิเษกสมรสกับพระนางกาญจนา แห่งโกลิยวงศ์ มีพระโอรสและพระธิดารวม ๗ พระองค์คือ พระเจ้าสุทโธทนะ พระเจ้าสุกโกทนะ พระเจ้าอมิโตทนะ พระเจ้าโธโตทนะ พระเจ้าฆนิโตทนะพระนางปมิตา และพระนางอมิตา

              พระเจ้าอัญชนะ แห่งโกลิยวงศ์อภิเษกสมรสกับพระนางยโสธรา แห่งศากยวงศ์ มีพระโอรสและพระธิดา ๔ พระองค์คือ พระเจ้าสุปปพุทธะ พระเจ้าทัณฑปาณิ พระนางสิริมหามายา และพระนางมหาปชาบดีโคตมี

              พระเจ้าสุทโธทนะ แห่งศากยวงศ์อภิเษกสมรสกับพระนางสิริมหามายา แห่งโกลิยวงศ์ มีพระโอรส ๑ พระองค์คือ เจ้าชายสิทธัตถะ และต่อมาหลังพระนางสิริมหามายาสวรรคต ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี มีพระโอรสและธิดา ๒ พระองค์คือ เจ้าชายนันทะ และเจ้าหญิงรูปนันทา

              พระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งโกลิยวงศ์อภิเษกสมรสกับพระนางอมิตา แห่งศากยวงศ์มีพระโอรสธิดารวม ๒ พระองค์คือ เจ้าชายเทวทัต และพระนางยโสธรา (พิมพา)

              พระเจ้าสุกโกทนะ แห่งศากยวงศ์อภิเษกสมรสกับพระนางกิสาโคตมี มีพระโอรสหนึ่งพระโอรส ๑ พระองค์คือ เจ้าชายอานนท์

              พระเจ้าอมิโตทนะ แห่งศากยวงศ์ มีพระโอรสธิดารวม ๓ พระองค์คือ เจ้าชายมหานาม เจ้าชายอนุรุทธะ และเจ้าหญิงโรหิณี

              พระเจ้ามหานาม ครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าสุทโธทนะมีพระธิดาจากนางทาสี ๑ พระองค์คือ พระนางวาสภขัตติยา ซึ่งต่อมาได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งสาวัตถี มีพระโอรส ๑ พระองค์ คือ พระเจ้าวิฑูฑภะ

        อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการบางท่านได้ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่า ราชวงศ์ศากยะแห่งกบิลพัสดุ์อาจไม่ใช่ชาวอารยันผิวขาวอย่าง “แขก” เช่นที่เราเข้าใจกัน แต่เป็น “มองโกลอยด์” ผิวเหลือง[๕๐] ต่อประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่ามีน้ำหนักน่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากใน “มหาปุริสลักขณศาสตร์ ๓๒” คือลักษณะของมหาบุรุษ ๓๒ ประการที่มีคติความเชื่อว่า หากครองเพศฆราวาสจะมีพระบุญญาบารมีถึงที่พระเจ้าจักรพรรดิราช หากเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์จะได้ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกของโลกนั้นในประการที่ ๑๑ ได้ระบุว่า “สุวณฺณวณฺโณ” หมายความว่า มีพระฉวีดุจสีทอง

        นอกจากนี้ จากการสังเกตของผู้เขียนเองได้ข้อสรุปว่า เหตุผลประการหนึ่งที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในชมพูทวีปเป็นเวลาอัน สั้นและกลายเป็นศาสนาเล็ก ๆ ที่มีผู้นับถือน้อย แต่กลับไปเจริญอยู่ในดินแดนอื่นแทนนั้น เนื่องจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม (Atheism) ปฏิเสธการมีอยู่และการบูชาเทพเจ้า ซึ่ง “ขัดต่อจริต” ของชาวอารยันทั้งปวงที่ผูกพันอยู่อย่างแนบแน่นกับคติความเชื่อเรื่องเทพเจ้า และการสวดอ้อนวอนบูชาเทพเจ้า จึงน่าพิจารณาอย่างยิ่งว่า เจ้าชายสิทธัตถะอาจไม่ใช่ชาวอารยัน จึงทรงปฏิเสธสิ่งที่เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจชาวอารยันคือเรื่อง เทพเจ้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับศาสตร์อื่นนอกเหนือจากหลักการในพระพุทธ ศาสนา จึงยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ในเร็ววันนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยโดยใช้องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา ประกอบด้วย


ส่วนที่ ๒ เหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาล

      



[๑] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ (กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๒), หน้า ๖๘ – ๖๙.

[๒] ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม (กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๓๑.

[๓] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๖๙.

[๔] ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๑.

[๕] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.

[๖] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๗] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๑.

[๘] ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๓.

[๙] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๐ และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๔.

[๑๐] ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๔ – ๓๕.

[๑๑] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๑ – ๗๓ และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๔.

[๑๒] ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๔.

[๑๓] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๔ และ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, ศาสนาสร้างสันติ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), ๒๕๔๙), หน้า ๑๓๔.

[๑๔] ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๕.

[๑๕] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๔.

[๑๖] ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๕.

[๑๗] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๔ – ๗๕.

[๑๘] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๐ และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อารยธรรม, หน้า ๓๑.

[๑๙] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๘ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิธรรมทานกุศลจิต, ๒๕๕๕), พระราชธรรมมุนี (สุกิตฺติ), แคว้น ๑๖, แคว้นสำคัญในชมพูทวีปสมัยพุทธกาล [Online]. ๒๕๕๕. แหล่งที่มา http://www.vichadham.com/buddha/city16.html, บรรจบ บรรณจุริ, ประวัติศาสตร์อินเดียโบราณ (กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, ๒๕๕๕) และดนัย ไชยโยธา, พจนานุกรมพุทธศาสน์ (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๓).

[๒๐] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๖.

[๒๑] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๓ ประภัสสร บุญประเสริฐ, ประวัติศาสตร์เอเชียใต้, พิมพ์ครั้งที่ ๗ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๒), หน้า ๖๒ และอรพินท์ ปานนาค และคณะ, อารยธรรมตะวันออก, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๙), หน้า ๓๖๐.

[๒๒] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๖ – ๗๗.

[๒๓] เอนก พ. อนุกูลบุตร และคณะ, แบบศึกษา-ทดสอบ สังคมศึกษา รายวิชา ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้น ม. ๔ ภาคเรียนที่ ๑ (กรุงเทพฯ : วัฒนพานิช, ๒๕๓๖), หน้า ๓.

[๒๔] อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิศริวรรณ, หนังสือเรียนสมบูรณ์แบบ ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ (กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๓๙), หน้า ๘.

[๒๕] เอนก พ. อนุกูลบุตร และคณะ, แบบศึกษา-ทดสอบ สังคมศึกษา รายวิชา ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้น ม. ๔ ภาคเรียนที่ ๑, หน้า ๓ และประภัสสร บุญประเสริฐ, ประวัติศาสตร์เอเชียใต้, หน้า ๘๒.

[๒๖] อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิศริวรรณ, หนังสือเรียนสมบูรณ์แบบ ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑, หน้า ๙.

[๒๗] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๒๘] ผู้สนใจโปรดดูรายละเอียดใน จำนงค์ ทองประเสริฐ, บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย เล่ม ๑ (พระนคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๑๓), หน้า ๔๒๒ – ๔๒๕.

[๒๙] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๗.

[๓๐] สุจิตรา (อ่อนค้อม) รณรื่น, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ : ทวีวัฒน์การพิมพ์, ๒๕๓๕.), หน้า ๑๑.

[๓๑] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน บรรจบ บรรณรุจิ, ประวัติศาสตร์อินเดียโบราณ (กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, ๒๔๕๕), หน้า ๑๓๕ – ๑๓๘.

[๓๒] ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, หน้า ๗๕ – ๗๖.

[๓๓] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๖.

[๓๔] บรรจบ บรรณรุจิ, ประวัติศาสตร์อินเดียโบราณ, หน้า ๑๕๔.

[๓๕] พระครูโสภณปริยัติสุธี (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม), ทฤษฎีรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก (พะเยา : หอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ, ๒๕๕๐), หน้า ๓๕ – ๓๖.

[๓๖] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน บรรจบ บรรณรุจิ, ประวัติศาสตร์อินเดียโบราณ, หน้า ๑๕๔ – ๑๗๕.

[๓๗] สโรช สันตะพันธุ์, “พระพุทธศาสนากับหลักพื้นฐานกฎหมายมหาชน,” ใน รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net เล่ม ๖ (กรุงเทพฯ: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ๒๕๕๐), หน้า ๙๙ – ๑๑๑.

[๓๘] เรื่องราวในตอนนี้ ชิต บุรทัต ได้นำมาประพันธ์เป็นหนังสือชื่อ “สามัคคีเภทคำฉันท์”

[๓๙] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๕.

[๔๐] สรุปความจาก สุจิตรา (อ่อนค้อม) รณรื่น, ศาสนาเปรียบเทียบ, หน้า ๗ – ๒๑.

[๔๑] อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิศริวรรณ, หนังสือเรียนสมบูรณ์แบบ ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑, หน้า ๑๐ – ๑๑.

[๔๒] อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิศริวรรณ, หนังสือเรียนสมบูรณ์แบบ ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑, หน้า ๑๐ – ๑๑ และเอนก พ. อนุกูลบุตร และคณะ, แบบศึกษา-ทดสอบ สังคมศึกษา รายวิชา ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้น ม. ๔ ภาคเรียนที่ ๑, หน้า ๔.

[๔๓] อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิศริวรรณ, หนังสือเรียนสมบูรณ์แบบ ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑, หน้า ๑๑ – ๑๒.

[๔๔] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒.

[๔๕] ดนัย ไชยโยธา, พจนานุกรมพุทธศาสน์, หน้า ๕๔ – ๕๗ และเอนก พ. อนุกูลบุตร และคณะ, แบบศึกษา-ทดสอบ สังคมศึกษา รายวิชา ส ๐๔๘ พระพุทธศาสนา ชั้น ม. ๔ ภาคเรียนที่ ๑, หน้า ๕.

[๔๖] พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี : ศึกษากรณีลุ่มน้ำมแม่ตาช้าง จ.เชียงใหม่,” (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗).

[๔๗] ดูประวัติและความเป็นมาของศากยวงศ์เพิ่มเติมใน มหามกุฏราชวิทยาลัย, ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค  เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๔ (กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๕๕๔ – ๕๖๑ และ ขุททกนิกาย  สุตตนิบาต  เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๖, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๓๓๒ – ๓๓๙.

[๔๘] พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี : ศึกษากรณีลุ่มน้ำมแม่ตาช้าง จ.เชียงใหม่,” (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗).

[๔๙] ดนัย ไชยโยธา, พจนานุกรมพุทธศาสน์, หน้า ๓๒.

[๕๐] ผู้สนใจโปรดดู เดช ตุลวรรธนะ, เรียนพระพุทธศาสนาอย่างปัญญาชน เล่ม ๓ พุทธประวัติฉบับมองโกล (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก, ๒๕๒๕), เสฐียรพงษ์ วรรณปก, เจ้าชายสิทธัตถะมิได้หนีออกบวชกลางคืนกับนายฉันนะ หากออกบวชกลางวันต่อหน้าพระราชบิดาและพระราชมารดา [Online]. ๒๕๕๔. แหล่งที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317203606




Share
comments
 

ประวัติ : รัฐหวู

ประวัติ : รัฐหวู

แคว้นหวู (ง่อก๊ก) 東吳  ค.ศ. 229–280 เป็นหนึ่งในสามรัฐในช่วงยุคสามก๊ก...

ตอนที่ 2 : กลียุคทั่วหล้า

 ตอนที่ 2 : กลียุคทั่วหล้า

         มาตรแม้นต่งจั๋วถูกสังหารในการก่อรัฐประหารโค่นล้มอำนาจ เครือข่ายวงศ์ตระกูลล้วนถูกประหารสิ้น กระนั้นพวกพ้องบริ...

ตัวละครสามก๊ก

ตัวละครสามก๊ก

  ตัวละคร เว่ย ตัวละคร สู่ ตัวละคร หวู

155x600 155x600

Popular Book

จากบูรพาสู่อุษาคเนย์

จากบูรพาสู่อุษาคเนย์

ครั้งแรกที่ผมเห็นหนังสือชุดนี้ (2 เล่ม) ผมต้องตกใจกับจำนวนหน้า...

50 เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย

50 เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมรู้ดีใจมากเมื่อได้เห็นหนังสือที่ผมอยากเรียกว่า “หนังสือสาระสำหรับเด็ก” ซึ่งผมเข้าใจว่า ในบ้านเราเพิ่งเริ่มตื่นตัวกันหลังการบูมของเรื่อง...

วาทะเล่าประวัติศาสตร์

วาทะเล่าประวัติศาสตร์

หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ผมตัดสินใจซื้อทันทีที่ได้หยิบมาอ่าน ด้วยความชอบและสนใจประวัติศาสตร์ซึ่งผ่าน “วาทะ”...

310x125

310x125

310x125